สมาธิสั้นและออทิสติกมีอาการต่างกันอย่างไร ต้องพบแพทย์ไหม
ศูนย์ : ศูนย์สุขภาพเด็ก
บทความโดย : พญ. ณัฐริณีย์ นาคศุภมิตร
ความผิดปกติทางพัฒนาการของเด็กมักทำให้เกิดความสับสนระหว่างสองภาวะหลัก โดยเด็กสมาธิสั้น อาการจะเน้นไปที่การขาดความจดจ่อ หุนหันพลันแล่น และควบคุมตัวเองไม่ได้ ในขณะที่ภาวะออทิสติก อาการจะแสดงออกผ่านความบกพร่องด้านการเข้าสังคม การสื่อสาร และการยึดติดกับพฤติกรรมซ้ำ ๆ ความเข้าใจในความแตกต่างของทั้งสองภาวะอย่างถ่องแท้ จะช่วยให้ผู้ปกครองสามารถวางแผนการทำพฤติกรรมบำบัด ปรับสภาพแวดล้อม และให้การรักษาได้อย่างแม่นยำ เพื่อสนับสนุนให้เด็กสามารถพัฒนาศักยภาพและเติบโตได้อย่างสมบูรณ์
สำหรับคุณพ่อคุณแม่หลายคน การเฝ้ามองพัฒนาการของลูกน้อยเป็นเรื่องที่สำคัญอย่างยิ่ง แต่ในบางครั้งอาจพบพฤติกรรมบางอย่างที่ทำให้เกิดความกังวลใจ เช่น ลูกดูไม่สบตา พูดช้า ชอบเล่นคนเดียว หรือดูซนอยู่ไม่นิ่ง ว่อกแว่กง่าย จนนำมาสู่ความสับสนว่าอาการเหล่านี้เข้าข่ายเป็นโรคสมาธิสั้นหรือออทิสติกกันแน่ ซึ่งทั้งสองภาวะมีความคาบเกี่ยวกันสูงและอาจเกิดขึ้นร่วมกันได้ การทำความเข้าใจความแตกต่างจะช่วยให้รับมือได้อย่างถูกต้อง
สารบัญ
- ทำความรู้จักภาวะออทิสติก (Autism Spectrum Disorder: ASD)
- ทำความรู้จักโรคสมาธิสั้น (Attention Deficit Hyperactivity Disorder: ADHD)
- เปรียบเทียบ เด็กสมาธิสั้น vs ออทิสติกมีความแตกต่างอะไรบ้างที่สังเกตได้ชัด
- ปรึกษาหมอพัฒนาการเด็ก ศูนย์สุขภาพเด็ก โรงพยาบาลนครธน
- คำถามที่พบบ่อยเกี่ยวกับอาการสมาธิสั้นกับออทิสติก (FAQs)
- ปรึกษาทุกปัญหาสุขภาพแบบออนไลน์ ไม่เสียค่าใช้จ่าย
ทำความรู้จักภาวะออทิสติก (Autism Spectrum Disorder: ASD)
ภาวะออทิสติกเป็นความบกพร่องของพัฒนาการทางสมองที่มีผลกระทบโดยตรงต่อพฤติกรรม การสื่อสาร และการเข้าสังคมของเด็ก ความบกพร่องนี้ไม่ได้เกิดจากการเลี้ยงดูที่ไม่เหมาะสม แต่เกิดจากปัจจัยทางพันธุกรรมและความผิดปกติของโครงสร้างสมองตั้งแต่ในครรภ์มารดา
ออทิสติกมีกี่ประเภท และมีกี่ระดับ ?
ในปัจจุบันทางการแพทย์จัดให้ภาวะออทิสติกอยู่ในกลุ่มที่เรียกว่า สเปกตรัม (Spectrum) ซึ่งหมายถึงความหลากหลายของอาการที่แต่ละบุคคลแสดงออก โดยสามารถแบ่งระดับความรุนแรงตามความต้องการความช่วยเหลือ (Levels of Support Needed) ออกเป็น 3 ระดับหลัก ดังนี้ระดับที่ 1 ต้องการความช่วยเหลือ
เด็กมีความบกพร่องเล็กน้อย สามารถสื่อสารพูดคุยและดำเนินชีวิตประจำวันได้ แต่อาจมีปัญหาในการปฏิสัมพันธ์ทางสังคม ไม่เข้าใจการล้อเล่น หรือพบความยากลำบากในการเริ่มต้นบทสนทนากับผู้อื่น
ระดับที่ 2 ต้องการความช่วยเหลืออย่างมาก
มีความบกพร่องปานกลาง สื่อสารด้วยคำพูดได้จำกัด มีพฤติกรรมทำอะไรซ้ำ ๆ ที่เห็นได้อย่างชัดเจนคือการปรับตัวเข้ากับการเปลี่ยนแปลงได้ยาก และต้องการความช่วยเหลือในการทำกิจกรรมหลายอย่างในชีวิตประจำวัน
ระดับที่ 3 ต้องการความช่วยเหลืออย่างมากที่สุด
มีความบกพร่องอย่างรุนแรง ไม่สามารถสื่อสารด้วยคำพูดหรือทำได้น้อยมาก มีพฤติกรรมซ้ำ ๆ ที่รุนแรงจนขัดขวางการดำเนินชีวิต และต้องการผู้ดูแลอย่างใกล้ชิดตลอดเวลา
อาการของโรคออทิสติก
การประเมินความผิดปกติจากออทิสติกสามารถสังเกตได้จากความบกพร่อง 2 ด้านหลัก ได้แก่
- ด้านการสื่อสารและสังคม เด็กมักไม่สบตาเวลาพูดคุย ไม่หันเมื่อถูกเรียกชื่อ ไม่แสดงสีหน้าท่าทาง ไม่มีความสนใจร่วมกับผู้อื่น ไม่ชอบเล่นกับเด็กวัยเดียวกัน ไม่เข้าใจอารมณ์ความรู้สึกของบุคคลรอบข้าง หรือมีการพูดทวนคำพูดคนอื่น โดยไม่เข้าใจความหมาย
- ด้านพฤติกรรม มีพฤติกรรมทำสิ่งเดิมซ้ำ ๆ อย่างเป็นแบบแผนตายตัว เช่น การหมุนตัว เดินเขย่งเท้า สะบัดมือ นำของเล่นมาจัดเรียงเป็นเส้นตรง ยึดติดกับกิจวัตรประจำวันเดิม ๆ หากมีการเปลี่ยนแปลงเพียงเล็กน้อยจะเกิดความหงุดหงิดอย่างรุนแรง นอกจากนี้ยังอาจมีความไวต่อสิ่งเร้ามากเป็นพิเศษ เช่น ปิดหูเมื่อได้ยินเสียงทั่วไป หรือปฏิเสธการสัมผัสพื้นผิวบางชนิด
เด็กออทิสติกสามารถสังเกตอาการได้ตั้งแต่อายุเท่าไร ?
สัญญาณเตือนของภาวะออทิสติกสามารถเริ่มสังเกตเห็นได้อย่างชัดเจนตั้งแต่อายุ 12 ถึง 18 เดือน โดยมีพฤติกรรมที่ควรเฝ้าระวัง ได้แก่
- การไม่ส่งเสียงอ้อแอ้ตามวัย
- ไม่มีการชี้นิ้วบอกความต้องการ
- ไม่มีการเลียนแบบท่าทางของผู้ใหญ่
ทั้งนี้ แพทย์จะสามารถให้การวินิจฉัยที่แน่นอนและแม่นยำได้ตั้งแต่อายุ 2 ขวบเป็นต้นไป ซึ่งยิ่งเข้าสู่กระบวนการรักษาเร็วเท่าใด ผลลัพธ์ในการพัฒนาทักษะก็จะยิ่งดีขึ้นเท่านั้น
แนวทางการดูแลรักษา
เป้าหมายหลักของการรักษาคือการส่งเสริมให้เด็กสามารถใช้ชีวิตด้วยตนเองและลดการพึ่งพาคนอื่น โดยใช้การบำบัดแบบผสมผสาน ได้แก่
- พฤติกรรมบำบัด มุ่งเน้นการฝึกทักษะทางสังคม การสื่อสาร และการช่วยเหลือตนเอง เพื่อลดพฤติกรรมที่ไม่เหมาะสมและสร้างพฤติกรรมเชิงบวก
- กิจกรรมบำบัด ช่วยปรับระบบการรับความรู้สึก (Sensory Integration) และพัฒนาการทำงานของกล้ามเนื้อมัดเล็กและมัดใหญ่
- การแก้ไขการพูด ฝึกฝนการออกเสียง การใช้ภาษาเพื่อสื่อความหมาย และเพิ่มความสามารถในการโต้ตอบ
ทำความรู้จักโรคสมาธิสั้น (Attention Deficit Hyperactivity Disorder: ADHD)
โรคสมาธิสั้นเป็นความบกพร่องทางสมองที่เกี่ยวข้องกับการทำงานของสมองส่วนหน้า (Frontal Lobe) ซึ่งทำหน้าที่ควบคุมสมาธิ การวางแผน และการยับยั้งชั่งใจ รวมถึงเกิดจากความไม่สมดุลของสารสื่อประสาท ทำให้เด็กมีปัญหาในการควบคุมพฤติกรรมตนเอง
โรคสมาธิสั้น มีกี่ประเภท ?
ทางการแพทย์ได้แบ่งลักษณะอาการของโรคสมาธิสั้นออกเป็น 3 ประเภทหลัก ดังต่อไปนี้
ประเภทขาดสมาธิเป็นหลัก (Predominantly Inattentive)
เด็กจะว่อกแว่กง่าย เหม่อลอย ขี้ลืม ทำของหายเป็นประจำ ขาดความรอบคอบ ทำงานผิดพลาดในรายละเอียดเล็ก ๆ น้อย ๆ และไม่สามารถจดจ่อกับงานที่ต้องใช้ความคิดต่อเนื่องได้นาน
ประเภทซนและหุนหันพลันแล่นเป็นหลัก (Predominantly Hyperactive-Impulsive)
เด็กจะอยู่ไม่นิ่ง ยุกยิก ขยับตัวตลอดเวลา พูดมาก พูดแทรก ชอบโพล่งคำตอบแม้ผู้ถามยังพูดไม่จบ รอคอยคิวไม่เป็น และมักทำกิจกรรมที่โลดโผนจนเสี่ยงต่ออันตราย
ประเภทผสม (Combined Type)
เป็นประเภทที่พบได้บ่อยที่สุด โดยเด็กจะมีทั้งอาการขาดสมาธิ และอาการซน หุนหันพลันแล่น แสดงออกควบคู่กันไป
อาการของเด็กสมาธิสั้นแบบไหนต้องพาไปพบแพทย์ ?
แม้เด็กส่วนใหญ่จะซนตามวัย แต่หากพบว่าความซนนั้นเริ่มส่งผลกระทบต่อชีวิตประจำวัน ควรรีบเข้ารับการประเมินจากแพทย์ที่ศูนย์สุขภาพเด็ก โรงพยาบาลนครธน โดยมีจุดสังเกตที่สำคัญ ดังนี้
- ผลการเรียนตกต่ำลงอย่างเห็นได้ชัด เนื่องจากไม่มีสมาธิฟังครูสอน ทำงานไม่เสร็จ หรือลืมส่งงาน
- มีปัญหาความสัมพันธ์กับเพื่อน มักทะเลาะ แย่งของเล่น หรือเล่นรุนแรงจนเพื่อนปฏิเสธการเล่นด้วย
- พฤติกรรมซนและหุนหันพลันแล่น นำไปสู่การเกิดอุบัติเหตุบ่อยครั้ง
ได้รับการตักเตือนจากครูที่โรงเรียนบ่อยครั้งเกี่ยวกับพฤติกรรมรบกวนในห้องเรียน เช่น ลุกเดินออกจากที่นั่งโดยไม่มีเหตุผล
แนวทางการดูแลรักษา
การรักษาโรคสมาธิสั้นต้องใช้ความร่วมมือจากครอบครัวและโรงเรียนควบคู่กันไป
- การปรับพฤติกรรมและสิ่งแวดล้อม จัดตารางเวลาในชีวิตประจำวันให้เป็นระบบ ลดสิ่งเร้าในห้องเรียนหรือบริเวณที่ทำการบ้าน เช่น ปิดโทรทัศน์หรือเก็บของเล่นให้พ้นสายตา
- การใช้ยา แพทย์อาจสั่งจ่ายยาในกลุ่มกระตุ้นประสาทเพื่อช่วยปรับสมดุลสารเคมีในสมอง ทำให้เด็กสามารถโฟกัสและควบคุมตัวเองได้ดีขึ้น
- การดูแลทางจิตใจ ให้ความรู้แก่ผู้ปกครองในการใช้เทคนิคเชิงบวก การชมเชยเมื่อเด็กทำดี และการตักเตือนอย่างสร้างสรรค์เพื่อลดพฤติกรรมต่อต้าน
เปรียบเทียบ เด็กสมาธิสั้น vs ออทิสติกมีความแตกต่างอะไรบ้างที่สังเกตได้ชัด
พ่อแม่หลายคนมักมีคำถามว่า โรคสมาธิสั้นกับออทิสติกมีความแตกต่างกันไหม แล้วพ่อแม่จะสามารถสังเกตอาการไดอย่างไร ? ที่จริงแล้วเรามีวิธีสังเกตง่าย ๆ ดังตารางข้างล่างนี้
ปรึกษาหมอพัฒนาการเด็ก ศูนย์สุขภาพเด็ก โรงพยาบาลนครธน
พฤติกรรมที่ดูซน ว่อกแว่ก หรือเฉยชาของลูกน้อย อาจไม่ใช่แค่เรื่องของนิสัยใจคอ แต่เป็นสัญญาณเตือนด้านพัฒนาการที่ต้องการความเข้าใจและการดูแลอย่างเหมาะสม หากคุณพ่อคุณแม่สังเกตเห็นสัญญาณความเสี่ยง หรือต้องการความมั่นใจว่าลูกน้อยเติบโตสมวัยหรือไม่ แนะนำให้พามาปรึกษาหมอพัฒนาการเด็ก ที่ศูนย์สุขภาพเด็ก โรงพยาบาลนครธน
เราพร้อมให้บริการตรวจประเมินพัฒนาการ คัดกรองภาวะออทิสติกและสมาธิสั้นอย่างรอบด้าน โดยทีมแพทย์เฉพาะทางและบุคลากรผู้ชำนาญการ เพื่อวางแผนส่งเสริมศักยภาพและปรับพฤติกรรมให้ลูกน้อยเติบโตได้อย่างสมบูรณ์
ศูนย์สุขภาพเด็ก โรงพยาบาลนครธน ชั้น 2
- Facebook Fanpage: Nakornthon Hospital
- LINE Official: @nakornthon
- Tel: เบอร์ตรง 02-450-9901 หรือ 02-450-9999 ต่อ 1132-1133 (เด็กป่วย) และ ต่อ 1121-1122 (เด็กสุขภาพดี)
คำถามที่พบบ่อยเกี่ยวกับอาการสมาธิสั้นกับออทิสติก (FAQs)
-
Q: ลูกพูดช้าและไม่ยอมสบตา ถือว่าเป็นออทิสติกแน่นอนไหม ?
A: ยังไม่สามารถสรุปได้แน่นอน เพราะอาการพูดช้าหรือไม่สบตาอาจเกิดจากหลายสาเหตุ เช่น ภาวะความบกพร่องทางการได้ยิน การขาดการกระตุ้นพัฒนาการที่เหมาะสม หรือโรคสมาธิสั้น แนะนำให้พามาพบ หมอพัฒนาการเด็ก เพื่อทำการทดสอบและประเมินอย่างเป็นระบบจะดีที่สุด
-
Q: การให้เด็กเล่นมือถือหรือแท็บเล็ตบ่อย ๆ ทำให้เป็นสมาธิสั้นหรือออทิสติกได้จริงไหม ?/h3>
A: การเล่นหน้าจอนานเกินไปไม่ได้เป็นสาเหตุโดยตรงที่ทำให้เกิดโรคสมาธิสั้นหรือออทิสติก เนื่องจากสองภาวะนี้เกิดจากสารเคมีและโครงสร้างสมอง แต่การจ้องหน้าจอเป็นเวลานานจะกระตุ้นให้เด็กมีพฤติกรรมสมาธิสั้นเทียม มีความอดทนต่ำ ว่อกแว่กง่าย และขาดโอกาสในการฝึกทักษะสื่อสารและการเข้าสังคม ซึ่งทำให้อาการแย่ลงได้
-
Q: หากลูกเป็นสมาธิสั้นหรือออทิสติก จะสามารถเข้าเรียนในโรงเรียนปกติได้ไหม ?
A: สามารถเข้าเรียนได้ โดยเฉพาะเด็กสมาธิสั้นที่ได้รับการรักษาด้วยยาและปรับพฤติกรรมอย่างถูกต้อง หรือเด็กออทิสติกระดับที่ 1 (Level 1) ที่ฝึกทักษะสังคมมาเป็นอย่างดี ทั้งนี้ขึ้นอยู่กับระดับความรุนแรงและการสนับสนุนของทางโรงเรียน ซึ่งคุณหมอจะช่วยประเมินและให้คำแนะนำในการเลือกแนวทางการศึกษาที่เหมาะสมกับเด็กแต่ละคน
ปรึกษาทุกปัญหาสุขภาพแบบออนไลน์
ไม่เสียค่าใช้จ่าย
แพ็กเกจ/โปรโมชั่น
บทความทางการแพทย์ศูนย์สุขภาพเด็ก
