เช็กอาการต้องระวังของ “โรคตับแข็ง” ตัวการร้ายทำลายตับ
ศูนย์ : ศูนย์ทางเดินอาหารและตับ
บทความโดย : นพ. สมบุญ รุ่งจิรธนานนท์
โรคตับแข็ง (Liver Cirrhosis) คือภาวะที่ตับเกิดการอักเสบเรื้อรังจนกลายเป็นพังผืดและเนื้อเยื่อแผลเป็น ทำให้ตับทำงานลดลงและเสี่ยงต่อการเกิดมะเร็งตับ สาเหตุหลักเกิดจากไวรัสตับอักเสบบีและซี การดื่มแอลกอฮอล์ รวมถึงภาวะไขมันพอกตับ โดยอาการของตับแข็งในระยะแรกมักไม่แสดงออกชัดเจน แต่สามารถตรวจวินิจฉัยความรุนแรงได้แม่นยำด้วยเทคโนโลยี ไฟโบรสแกน (FibroScan) เพื่อประเมินระดับพังผืดในเนื้อตับโดยไม่ต้องเจาะตับ
นอกจากเรื่องของไขมันพอกตับ ยังมีสาเหตุอื่นที่ก่อให้เกิดภาวะตับแข็งได้อีกเช่นกัน โดยสาเหตุที่มักพบได้บ่อยก็คือ ไวรัสตับอักเสบบี ไวรัสตับอักเสบซี และการดื่มแอลกอฮอล์ ซึ่งเป็นสาเหตุหลักที่ทำให้เกิดโรคตับแข็ง และเมื่อตับเข้าสู่ภาวะนี้จะเสี่ยงทำให้เกิดมะเร็งตับได้ โดยในระยะแรกมักจะไม่แสดงอาการ เพราะตับถือว่าเป็นอวัยวะใหญ่ที่สุดในร่างกาย หากเริ่มมีอาการที่ชัดเจน อาจบ่งบอกได้ว่าเนื้อตับได้รับความเสียหายไปเกินกว่า 80 เปอร์เซ็นต์แล้ว
สารบัญ
- โรคตับแข็ง คืออะไร ?
- โรคตับแข็งมีอาการอย่างไร ?
- โรคตับแข็งมีกี่ระยะ ?
- ปัจจัยเสี่ยงตับแข็ง
- จะรู้ได้อย่างไรว่ามีโอกาสเป็นตับแข็งหรือไม่ ?
- ตรวจพังผืดในตับด้วย “ไฟโบรสแกน”
- ตับแข็งอันตรายไหม ? ศึกษาภาวะแทรกซ้อนที่ต้องระวัง
- โรคตับแข็งรักษาหายไหม ?
- วิธีป้องกันโรคตับแข็ง
- ตรวจและรักษาโรคตับแข็ง ที่ศูนย์ทางเดินอาหารและตับ โรงพยาบาลนครธน
- คำถามที่พบบ่อยเกี่ยวกับโรคตับแข็ง (FAQs)
- ปรึกษาทุกปัญหาสุขภาพแบบออนไลน์ ไม่เสียค่าใช้จ่าย
โรคตับแข็ง คืออะไร ?
โรคตับแข็ง (Liver Cirrhosis) คือภาวะที่เนื้อเยื่อตับปกติถูกทำลายจากการอักเสบเรื้อรัง จนกลายเป็นพังผืด หรือเนื้อเยื่อแผลเป็นจำนวนมาก โดยพังผืดเหล่านี้จะเข้าไปขัดขวางการไหลเวียนของเลือดที่ไปเลี้ยงเซลล์ตับ ทำให้เซลล์ตับค่อย ๆ ตายไป ตับจึงทำงานได้ลดลง ผิดรูป และแข็งตัวขึ้น ซึ่งในระยะที่ตับแข็งเต็มรูปแบบแล้ว เนื้อตับจะไม่สามารถย้อนกลับมาเป็นปกติได้ ส่งผลกระทบต่อระบบการกรองสารพิษ การสร้างโปรตีน และการแข็งตัวของเลือด
โรคตับแข็งมีอาการอย่างไร ?
ตับแข็ง เป็นผลมาจากเนื้อเยื่อตับถูกทำลายจากหลายสาเหตุต่อเนื่องเป็นระยะเวลานาน ทำให้เกิดตับอักเสบเรื้อรัง เกิดพังผืดในเนื้อตับ ถ้าไม่ได้รับการรักษาที่เหมาะสมจะกลายเป็นตับแข็งในที่สุด สำหรับการสังเกตโรคตับแข็งและอาการที่เกิดขึ้น สามารถแบ่งออกเป็น 2 ระยะตามความรุนแรง ดังนี้
ระยะเริ่มแรก
ผู้ป่วยมักไม่มีอาการ หรือมีอาการทั่วไปที่ไม่จำเพาะเจาะจง เช่น
- อ่อนเพลีย เหนื่อยง่าย
- เบื่ออาหาร น้ำหนักลดโดยไม่ทราบสาเหตุ
- รู้สึกแน่นท้อง หรือมีอาการท้องอืดหลังทานอาหาร
ระยะที่แสดงอาการชัดเจน
เมื่อตับเสียหายอย่างรุนแรงและทำงานไม่ได้ จะเริ่มมีอาการดังนี้
- ดีซ่าน : ตาเหลือง ตัวเหลือง
- ท้องมาน : มีน้ำสะสมในช่องท้องจนพุงโลแต่ตัวผอม
- นิ้วปุ้ม : ปลายนิ้วมือหนาและกว้างขึ้น
- อาการทางผิวหนัง : มีเส้นเลือดฝอยกระจายคล้ายใยแมงมุมบริเวณหน้าอก หรือไหล่
- ภาวะเลือดออกง่าย : มีรอยเขียวช้ำตามตัวง่าย หรือเลือดออกตามไรฟัน
- ภาวะแทรกซ้อนรุนแรง : อาเจียนเป็นเลือดสด หรืออุจจาระสีดำสนิท
โรคตับแข็งมีกี่ระยะ ?
ในการประเมินความรุนแรง แพทย์จะใช้ระบบที่เรียกว่า Child-Pugh Score เพื่อจำแนกระยะของโรคตับแข็ง โดยพิจารณาจากดัชนีชี้วัดทางร่างกายและผลเลือดรวม 5 ปัจจัย ได้แก่ ค่าการแข็งตัวของเลือด (INR), ค่าโปรตีนอัลบูมิน, ค่าสารเหลือง (Bilirubin), อาการท้องมาน และอาการทางสมอง โดยแบ่งเป็น 4 ระยะ ดังนี้
- ระยะที่ 1: Fatty Liver (ไขมันเริ่มสะสม) ระยะแรกเริ่มที่มีไขมันเข้าไปแทรกซึมในเนื้อตับ โดยยังไม่มีอาการอักเสบหรือสิ่งผิดปกติแสดงออกมา
- ระยะที่ 2: Liver Inflammation (ตับเริ่มอักเสบ) ตับเริ่มมีกระบวนการอักเสบ หากปล่อยทิ้งไว้โดยไม่รักษาเกิน 6 เดือน จะขยับเข้าสู่ภาวะตับอักเสบเรื้อรัง
- ระยะที่ 3: Liver Fibrosis (เกิดพังผืด) เนื้อตับถูกทำลายจากการอักเสบที่รุนแรงและต่อเนื่อง ส่งผลให้เกิดพังผืดสะสมในตับมากขึ้น
- ระยะที่ 4: Cirrhosis & Complications (ตับแข็งและภาวะแทรกซ้อน) เซลล์ตับเสียหายอย่างรุนแรงจนตับทำงานผิดปกติ นำไปสู่ภาวะตับแข็ง ตับวาย และเพิ่มความเสี่ยงในการเกิดมะเร็งตับ
ซึ่งนอกจากการแบ่งตามคะแนนแล้ว แพทย์ยังแบ่งกลุ่มผู้ป่วยตามลักษณะอาการทางคลินิก เพื่อวางแผนการรักษาที่เหมาะสม ดังนี้
ภาวะตับแข็งระยะเริ่มแรก (Compensated Cirrhosis)
คือระยะที่ตับเริ่มแข็งและมีพังผืดเกิดขึ้นแล้ว แต่เซลล์ตับส่วนที่เหลือยังสามารถทำงานทดแทนได้ โดยผู้ป่วยมักไม่มีอาการ หรือมีอาการน้อยมาก เช่น อ่อนเพลียเล็กน้อย ถือเป็นระยะที่สำคัญที่สุด เพราะหากตรวจพบและรักษาที่ต้นเหตุ จะสามารถหยุดการดำเนินของโรคไม่ให้แย่ลงได้
ภาวะตับแข็งระยะท้ายหรือระยะมีภาวะแทรกซ้อน (Decompensated Cirrhosis)
คือระยะที่ตับเสียหายอย่างหนักจนไม่สามารถทำงานชดเชยได้อีกต่อไป ส่งผลให้เกิดภาวะแทรกซ้อนที่รุนแรงตามมา โดยผู้ป่วยจะเริ่มแสดงอาการชัดเจน เช่น ท้องมาน ดีซ่าน อาเจียนเป็นเลือด หรือมีอาการ เบลอ สับสนทางสมอง เนื่องจากตับไม่สามารถกรองของเสียได้ โดยผู้ป่วยในระยะนี้มีความเสี่ยงต่อภาวะตับวายและมะเร็งตับสูงมาก จึงจำเป็นต้องได้รับการดูแลจากแพทย์เฉพาะทางอย่างใกล้ชิด และในบางรายอาจต้องพิจารณาการปลูกถ่ายตับเพิ่มเติม
ปัจจัยเสี่ยงตับแข็ง
สาเหตุหลักที่ทำให้เกิดโรคตับแข็ง คือภาวะไขมันพอกตับ ซึ่งทำให้เกิดตับอักเสบเรื้อรัง จนอาจกลายเป็นตับแข็งได้ รวมไปถึงการเป็นไวรัสตับอักเสบบี ไวรัสตับอักเสบซี การดื่มแอลกอฮอล์ และยังมีปัจจัยเสี่ยงอื่นร่วมด้วย เช่น
- โรคเนื้อเยื่อสะสมธาตุเหล็กผิดปกติ
- โรควิลสัน ซึ่งเกิดจากการมีการสะสมทองแดงมากเกินไปในตับ
- ภาวะท่อน้ำดีอุดตัน ทำให้น้ำดีที่ไหลย้อนกลับไปที่ตับส่งผลทำลายเนื้อตับจนเป็นตับแข็งได้
- การรับประทานยาบางชนิดติดต่อกันเป็นเวลานาน
- การได้รับสารพิษบางชนิด
- ภาวะหัวใจล้มเหลวหลายครั้งติดต่อกัน
จะรู้ได้อย่างไรว่ามีโอกาสเป็นตับแข็งหรือไม่
ต้องทำการตรวจถึงความเสี่ยงที่อาจเกิดขึ้น เช่น มีภาวะไขมันพอกตับหรือไม่ เป็นไวรัสตับอักเสบบี ไวรัสตับอักเสบซีหรือไม่ ดื่มเหล้าประจำหรือไม่ ซึ่งส่วนใหญ่ผู้ป่วยระยะแรกจะไม่มีอาการใด โดยมักตรวจพบ หรือทราบได้จากการตรวจสุขภาพประจำปี เช่น มีค่าตับผิดปกติ ตรวจพบว่ามีไวรัสตับอักเสบบี มีไวรัสตับอักเสบซี หรือมีไขมันพอกตับ ซึ่งคนไข้กลุ่มนี้มีโอกาสพัฒนาเป็นตับแข็งได้ อย่างไรก็ตามหากจัดอยู่ในกลุ่มเสี่ยง อาจต้องคอยหมั่นตรวจเช็กตับ รวมถึงการอัลตราซาวด์ตับเป็นระยะด้วยเช่นกัน เพื่อจะได้เฝ้าระวังการเกิดมะเร็งตับ
ตรวจพังผืดในตับด้วย “ไฟโบรสแกน”
ปัจจุบันการตรวจหาภาวะตับแข็งและพังผืดในตับมีความก้าวหน้าไปมาก โดยมีการใช้เทคโนโลยี “ไฟโบรสแกน” (Fibro Scan) เป็นส่วนที่ช่วยวินิจฉัยภาวะตับแข็ง และช่วยดูในเรื่องไขมันในตับ ทำให้แพทย์สามารถประเมินความรุนแรงของโรคได้อย่างแม่นยำและปลอดภัย โดยไม่ต้องใช้วิธีการเจาะเนื้อตับออกมาดูเหมือนในอดีต
วิธีการตรวจและระยะเวลา
การตรวจไฟโบรสแกน ผู้ป่วยจะนอนหงายและยกแขนขวาขึ้นเหนือศีรษะ เพื่อให้แพทย์ หรือเจ้าหน้าที่ใช้หัวตรวจวางลงบนผิวหนังบริเวณชายโครงขวา ซึ่งเป็นตำแหน่งของตับ จากนั้นเครื่องจะส่งคลื่นความถี่ต่ำเข้าไปในเนื้อตับเพื่อวัดความเร็วของคลื่นสะท้อนกลับ โดยใช้เวลาในการตรวจเพียง 5 - 10 นาที เท่านั้น
- การเตรียมตัว : ผู้ป่วยต้องงดอาหารและน้ำอย่างน้อย 4 ชั่วโมง ก่อนเข้ารับการตรวจ เพื่อผลลัพธ์ที่แม่นยำที่สุด
ค่าที่บ่งบอกระยะพังผืดในตับ (F0 - F4)
ผลการตรวจไฟโบรสแกนจะวัดออกมาเป็นค่าความแข็งของตับ (Liver Stiffness) หน่วยเป็นกิโลปาสคาล (kPa) ซึ่งสามารถแบ่งระยะของพังผืดได้ดังนี้
- F0 - F1 ค่าระหว่าง 2-7 kPa : ตับปกติ ไม่มีพังผืด หรือมีเล็กน้อย
- F2 ค่าระหว่าง 7-9.5 kPa : มีพังผืดในระดับปานกลาง มีพังผืดกระจายตัวมากขึ้น
- F3 ค่าระหว่าง 9.5-12.5 kPa : มีพังผืดในระดับรุนแรง เนื้อตับเริ่มถูกทำลายมาก
- F4 ค่าตั้งแต่ 12.5 kPa ขึ้นไป : เข้าสู่ภาวะโรคตับแข็ง
ตับแข็งอันตรายไหม ? ศึกษาภาวะแทรกซ้อนที่ต้องระวัง
หลายคนสงสัยว่าตับแข็งอันตรายไหม ? คำตอบคืออันตรายถึงชีวิต โดยเฉพาะหากปล่อยจนถึงระยะสุดท้าย เพราะอาจนำไปสู่ภาวะแทรกซ้อน ดังนี้
- เส้นเลือดโป่งพองในหลอดอาหาร : ทำให้เกิดอาการอาเจียนเป็นเลือดรุนแรงจนช็อกได้
- ภาวะท้องมานและติดเชื้อ : น้ำในท้องอาจเกิดการติดเชื้อแบคทีเรียได้ง่าย
- ภาวะทางสมอง : เนื่องจากตับไม่สามารถกรองของเสียออกได้ ทำให้ผู้ป่วยสับสน เพ้อ หรือหมดสติ
- มะเร็งตับ (HCC) : ตับแข็งเป็นปัจจัยเสี่ยงที่ทำให้เกิดมะเร็งตับ
- ตับวายและระบบไตล้มเหลว : เมื่อตับหยุดทำงาน ระบบอื่น ๆ ในร่างกายจะล้มเหลวตามไปด้วย
โรคตับแข็งรักษาหายไหม ?
สำหรับคำถามที่ว่าโรคตับแข็งรักษาหายไหม คำตอบทางการแพทย์จะขึ้นอยู่กับว่าตับได้รับความเสียหายไปมากน้อยเพียงใดในขณะที่ตรวจพบ
- ระยะก่อนตับแข็ง (พังผืดระดับ F1-F3) : ในระยะนี้เนื้อตับยังไม่มีการเปลี่ยนแปลงเชิงโครงสร้างที่ถาวร หากรักษาที่ต้นเหตุอย่างรวดเร็วก็มีโอกาสที่พังผืดจะลดลงและเซลล์ตับจะฟื้นฟูกลับมาดีขึ้นได้
- ระยะตับแข็งสมบูรณ์ (พังผืดระดับ F4) : ในระยะนี้เนื้อตับกลายเป็นแผลเป็นและแข็งตัวอย่างถาวรแล้ว จึงไม่สามารถรักษาให้เนื้อตับกลับมานิ่มเหมือนเดิมได้ แต่การรักษาจะเน้นไปที่การหยุดยั้งไม่ให้โรคดำเนินไปสู่ภาวะตับวาย รวมถึงป้องกันการเกิดมะเร็งตับ
- ระยะตับวาย หรือระยะสุดท้าย : เมื่อตับไม่สามารถทำงานชดเชยได้อีกต่อไป การรักษาด้วยยาอาจไม่เพียงพอและต้องพิจารณาการปลูกถ่ายตับ (Liver Transplantation) เพื่อรักษาชีวิตผู้ป่ว
แนวทางการรักษาตามสาเหตุ
การรักษาที่มีประสิทธิภาพที่สุดคือการกำจัดต้นเหตุที่ทำให้ตับอักเสบ เพื่อหยุดการสร้างพังผืดใหม่ โดยมีแนวทางดังนี้
- รักษาไวรัสตับอักเสบบีและซี : การรับยาต้านไวรัสอย่างสม่ำเสมอตามคำแนะนำของแพทย์ เพื่อลดปริมาณไวรัสและหยุดการทำลายเซลล์ตับเรื้อรัง
- งดดื่มแอลกอฮอล์โดยเด็ดขาด : สำหรับผู้ป่วยที่มีสาเหตุมาจากการดื่มแอลกอฮอล์ การหยุดดื่มทันทีจะช่วยลดการอักเสบและช่วยให้ตับส่วนที่ยังเหลืออยู่ทำงานได้ดีขึ้นอย่างเห็นได้ชัด
- รักษาภาวะไขมันพอกตับ : เน้นการควบคุมอาหารที่มีน้ำตาลและไขมันสูง ร่วมกับการออกกำลังกายเพื่อลดไขมันสะสมในตับ ซึ่งเป็นสาเหตุหลักของตับอักเสบในปัจจุบัน
- การใช้ยารักษาภาวะแทรกซ้อน : เช่น การใช้ยาขับปัสสาวะเพื่อลดอาการท้องมานหรือบวมน้ำ, การใช้ยาเพื่อช่วยลดค่าแอมโมเนียในกระแสเลือดเพื่อป้องกันอาการทางสมอง เป็นต้น
การดูแลตัวเองเมื่อเป็นตับแข็ง
การดูแลสุขภาพอย่างเคร่งครัดช่วยชะลอความเสื่อมของตับและลดการเกิดภาวะแทรกซ้อนได้ ดังนี้
- การฉีดวัคซีน : ตรวจหาภูมิคุ้มกันและฉีดวัคซีนป้องกันไวรัสตับอักเสบเอ (HAV) และบี (HBV) เพื่อป้องกันการอักเสบซ้ำซ้อนซึ่งอาจทำให้ตับวายเฉียบพลัน
- โภชนาการ : พักผ่อนให้เพียงพอ รับประทานอาหารที่มีโปรตีนในปริมาณที่เหมาะสมตามคำแนะนำของแพทย์เพื่อซ่อมแซมส่วนที่สึกหรอ
- จำกัดโซเดียม : หากมีอาการขาบวม หรือท้องมาน ควรจำกัดเกลือและงดอาหารรสเค็มจัดเพื่อลดการสะสมของน้ำในร่างกาย
- งดของดิบ : หลีกเลี่ยงอาหารสุก ๆ ดิบ ๆ โดยเฉพาะอาหารทะเล เนื่องจากผู้ป่วยตับแข็งเสี่ยงต่อการติดเชื้อแบคทีเรียในกระแสเลือดรุนแรงกว่าคนปกติ
- ติดตามผล : พบแพทย์เพื่อเจาะเลือดและอัลตราซาวด์สม่ำเสมอทุก 6 เดือน เพื่อเฝ้าระวังการเกิดมะเร็งตับ
วิธีป้องกันโรคตับแข็ง
หัวใจสำคัญของการมีตับที่แข็งแรงคือการป้องกันก่อนที่จะเกิดความเสียหาย โดยมีแนวทางปฏิบัติดังนี้
- ตรวจสุขภาพประจำปี : โดยเฉพาะการตรวจการทำงานของตับ เพื่อค้นหาความผิดปกติในระยะเริ่มแรก
- ฉีดวัคซีนป้องกัน : ป้องกันไวรัสตับอักเสบบี (HBV) ซึ่งเป็นสาเหตุหลักของตับอักเสบเรื้อรัง
- คัดกรองไวรัสตับอักเสบซี : หากมีความเสี่ยงควรตรวจคัดกรอง เนื่องจากปัจจุบันมีนวัตกรรมยารักษาไวรัสตับอักเสบซีให้หายขาดได้
- ควบคุมน้ำหนัก : ป้องกันภาวะไขมันพอกตับด้วยการออกกำลังกายและเลือกรับประทานอาหารที่มีประโยชน์
- งดเครื่องดื่มแอลกอฮอล์ : เพื่อลดการสะสมสารพิษที่ทำลายเซลล์ตับโดยตรง
- ระวังการใช้ยาและสมุนไพร : ไม่ซื้อยา หรือผลิตภัณฑ์เสริมอาหารมาทานเองติดต่อกันเป็นเวลานานโดยไม่ผ่านการปรึกษาแพทย์ หรือเภสัชกร
ตรวจและรักษาโรคตับแข็ง ที่ศูนย์ทางเดินอาหารและตับ โรงพยาบาลนครธน
หากตรวจพบความเสี่ยง หรือมีความกังวลเรื่องสุขภาพตับ ศูนย์ทางเดินอาหารและตับ โรงพยาบาลนครธน พร้อมดูแลรักษาโรคตับ ด้วยทีมอายุรแพทย์เฉพาะทางที่เชี่ยวชาญและเทคโนโลยีการวินิจฉัยที่แม่นยำ เช่น FibroScan เพื่อประเมินพังผืดและความแข็งของตับโดยไม่ต้องเจาะตับ มั่นใจได้ด้วยแผนการรักษาที่ตรงจุด เพื่อให้สามารถกลับมาใช้ชีวิตได้อย่างมั่นใจและห่างไกลจากภาวะตับแข็ง
เวลาทำการ ศูนย์ทางเดินอาหารและตับ โรงพยาบาลนครธน
- เปิดบริการทุกวัน จันทร์-อาทิตย์ เวลา 08.00-20.00 น.
สถานที่ตั้ง
- ศูนย์ทางเดินอาหารและตับ โรงพยาบาลนครธน ชั้น 10
ช่องทางติดต่อศูนย์ทางเดินอาหารและตับ โรงพยาบาลนครธน
- Facebook Fanpage: Nakornthon Hospital
- LINE Official: @nakornthon
- Tel: 02-450-9999 ต่อ 1390-1392
คำถามที่พบบ่อยเกี่ยวกับโรคตับแข็ง (FAQs)
-
Q: ค่าตับปกติ แต่แพทย์วินิจฉัยว่าเป็นตับแข็ง เป็นไปได้ไหม ?
A: เป็นไปได้ เนื่องจากค่าการทำงานของตับ สะท้อนถึงการอักเสบของเซลล์ตับในปัจจุบันเท่านั้น แต่ในผู้ป่วยตับแข็งบางราย เซลล์ตับอาจถูกทำลายจนกลายเป็นพังผืดไปหมดแล้วจึงไม่มีการอักเสบใหม่ ค่าตับจึงอาจดูปกติ แพทย์จึงต้องวินิจฉัยร่วมกับการอัลตราซาวด์ หรือการตรวจ FibroScan เพื่อดูความแข็งของเนื้อตับแทน
-
Q: ตับแข็งกับไขมันพอกตับ ต่างกันอย่างไร ?
A: ไขมันพอกตับคือระยะเริ่มต้นที่มีการสะสมของไขมันในเซลล์ตับ ซึ่งหากปล่อยไว้จะเกิดการอักเสบเรื้อรังและพัฒนาไปเป็น “ตับแข็ง” ซึ่งเป็นระยะที่เนื้อตับถูกทำลายถาวรและกลายเป็นพังผืด สรุปคือไขมันพอกตับเป็นหนึ่งในสาเหตุสำคัญที่นำไปสู่โรคตับแข็งหากไม่ได้รับการรักษา
-
Q: ตับแข็งระยะแรก ถ้าหยุดดื่มเหล้าทันที พังผืดยุบกลับได้ไหม ?
A: หากอยู่ในระยะพังผืดเริ่มต้น (F1-F2) การหยุดดื่มแอลกอฮอล์โดยเด็ดขาดร่วมกับการรักษาที่เหมาะสม มีโอกาสสูงที่พังผืดจะยุบตัวลงและตับฟื้นฟูกลับมาได้ แต่หากเข้าสู่ระยะตับแข็งสมบูรณ์ (F4) พังผืดมักจะไม่หายไป แต่การหยุดดื่มจะช่วยหยุดยั้งไม่ให้โรคแย่ลงและป้องกันภาวะตับวายได้
-
Q: คนในครอบครัวเป็นตับแข็ง ลูกหลานเสี่ยงเป็นด้วยไหม?
A: ตัวโรคตับแข็งเองไม่ใช่โรคติดต่อทางพันธุกรรมโดยตรง แต่ลูกหลานอาจมีความเสี่ยงหากตับแข็งนั้นเกิดจากไวรัสตับอักเสบบี ซึ่งติดต่อกันได้ในครอบครัว หรือหากมีพฤติกรรมการใช้ชีวิตและการรับประทานอาหารที่คล้ายคลึงกันจนเกิดภาวะไขมันพอกตับ
-
Q: ตรวจสุขภาพเจอค่า AFP สูง น่ากลัวไหม ต่างจากค่าตับอื่นยังไง ?
A: ค่า AFP (Alpha-fetoprotein) คือสารบ่งชี้มะเร็งตับ ซึ่งต่างจากค่าตับปกติ (AST/ALT) ที่บอกแค่การอักเสบ หากค่า AFP สูงผิดปกติถือว่าน่ากังวลและควรรีบพบแพทย์เพื่อตรวจเพิ่มเติม เพราะอาจเป็นสัญญาณของมะเร็งตับ โดยเฉพาะในผู้ป่วยที่มีภาวะตับแข็งอยู่ก่อนแล้ว
ปรึกษาทุกปัญหาสุขภาพแบบออนไลน์
ไม่เสียค่าใช้จ่าย
แพ็กเกจ/โปรโมชั่น
บทความทางการแพทย์ศูนย์ทางเดินอาหารและตับ
