ส่องกล้องทางเดินอาหารในเด็กสำคัญอย่างไร ปลอดภัยแค่ไหน
ศูนย์ : ศูนย์สุขภาพเด็ก
บทความโดย : พญ. นันท์ธรา จักรธรานนท์
เมื่อลูกน้อยมีอาการปวดท้องบ่อยๆ หรือมีปัญหาเรื่องการขับถ่าย เชื่อว่าคุณพ่อคุณแม่หลายท่านคงเกิดความกังวลใจไม่น้อย โดยเฉพาะเมื่อคุณหมอแนะนำว่าอาจต้องมีการ ส่องกล้องทางเดินอาหารในเด็ก เพื่อหาสาเหตุที่แน่ชัด หลายครอบครัวอาจรู้สึกกังวลว่าการตรวจนี้จะอันตรายไหม หรือลูกจะเจ็บหรือเปล่า ในบทความนี้เราจะพาไปทำความเข้าใจอย่างละเอียดว่า การส่องกล้องทางเดินอาหารในเด็ก (Pediatric Gastrointestinal Endoscopy) นั้นมีความสำคัญอย่างไร ปลอดภัยแค่ไหน และเราควรเตรียมตัวอย่างไรเพื่อให้ลูกรักได้รับการตรวจรักษาที่มีประสิทธิภาพที่สุด
สารบัญ
- ทำไมลูกรักถึงจำเป็นต้อง ส่องกล้องทางเดินอาหารในเด็ก?
- ประเภทของการส่องกล้องทางเดินอาหารในเด็ก
- ขั้นตอนและคู่มือการเตรียมตัวก่อนพาลูกไปส่องกล้อง
- ขั้นตอนขณะทำการส่องกล้อง ปลอดภัยและไม่เจ็บอย่างที่กังวล
- การดูแลตัวเองและลูกน้อยหลังการส่องกล้อง
- ข้อดีและประโยชน์ของการส่องกล้องตรวจในเด็ก
- คำถามที่พบบ่อย (FAQ) เกี่ยวกับการส่องกล้องทางเดินอาหารในเด็ก
- ปรึกษาปัญหาสุขภาพ ไม่เสียค่าใช้จ่าย
ทำไมลูกรักถึงจำเป็นต้อง ส่องกล้องทางเดินอาหารในเด็ก?
ในเด็กบางคนอาจมีความผิดปกติของระบบทางเดินอาหารที่ไม่สามารถวินิจฉัยได้อย่างชัดเจนจากการตรวจร่างกายทั่วไปหรือการเจาะเลือด การใช้กล้องส่องตรวจจึงเป็นเครื่องมือสำคัญที่ช่วยให้กุมารแพทย์เห็นภาพภายในร่างกายของเด็กได้โดยตรง ทำให้การวินิจฉัยมีความแม่นยำสูงมาก โดยอาการสำคัญที่คุณหมออาจพิจารณาแนะนำให้ทำการ ส่องกล้องทางเดินอาหารในเด็ก ได้แก่
- อาการปวดท้องเรื้อรัง ลูกมีอาการปวดท้องบ่อยๆ เป็นๆ หายๆ โดยหาสาเหตุไม่ได้
- ปัญหาการกินและการอาเจียน มีอาการคลื่นไส้ อาเจียนบ่อย กลืนอาหารลำบาก หรือรู้สึกเจ็บขณะกลืน
- ความผิดปกติในการขับถ่าย ถ่ายเป็นเลือด อุจจาระมีสีดำเข้ม หรือมีอาการท้องเสียเรื้อรัง
- สัญญาณทางร่างกายอื่นๆ น้ำหนักตัวลดลงโดยไม่ทราบสาเหตุ เบื่ออาหาร หรือมีการเจริญเติบโตที่ช้ากว่าปกติ (โตช้า)
- ภาวะซีดหรือโลหิตจาง ซึ่งอาจเกิดจากการสูญเสียเลือดภายในทางเดินอาหาร
- อาการผิดปกติที่เกี่ยวข้องโรคลำไส้อักเสบ เช่น ปวดข้อ มีแผลในปาก มีแผลที่ทวารหนัก ผื่น ไข้เรื้อรัง ปวดท้องมากจนต้องตื่นกลางดึก
ประเภทของการส่องกล้องทางเดินอาหารในเด็ก
การส่องกล้องในเด็กไม่ใช่เรื่องน่ากลัวอย่างที่คิด โดยปัจจุบันเทคโนโลยีทางการแพทย์ได้พัฒนาไปมาก ทำให้มีอุปกรณ์ที่ออกแบบมาเพื่อเด็กโดยเฉพาะ ซึ่งเราสามารถแบ่งการตรวจออกเป็น 2 ประเภทหลัก ตามส่วนของร่างกายที่ต้องการตรวจเช็ก ดังนี้
1. การส่องกล้องทางเดินอาหารส่วนบน (Gastroscopy)
เป็นการใช้กล้องขนาดเล็กพิเศษตรวจดูภายในหลอดอาหาร กระเพาะอาหาร และลำไส้เล็กส่วนต้น วิธีนี้เหมาะสำหรับเด็กที่มีอาการอาเจียนบ่อย ปวดท้องบริเวณลิ้นปี่ กลืนลำบาก หรือในกรณีที่มีอาการอาเจียนเป็นเลือด
2. การส่องกล้องลำไส้ใหญ่ (Colonoscopy)
ป็นการตรวจดูความผิดปกติภายในลำไส้ใหญ่ทั้งหมดไปจนถึงส่วนปลายของลำไส้เล็ก คุณหมอมักจะแนะนำวิธีนี้เมื่อเด็กมีอาการท้องเสียเรื้อรัง ถ่ายมีมูกเลือดปนเรื้อรัง หรือสงสัยว่าอาจมีภาวะลำไส้อักเสบหรือติ่งเนื้อในลำไส้ น้ำหลักลด มีไข้เรื้อรัง ปวดข้อเรื้อรัง
ขั้นตอนและคู่มือการเตรียมตัวก่อนพาลูกไปส่องกล้อง
ความพร้อมของคุณพ่อคุณแม่และการเตรียมตัวที่ดีของลูกน้อย คือหัวใจสำคัญที่ทำให้การ ส่องกล้องทางเดินอาหารในเด็ก เป็นไปอย่างราบรื่นครับ โดยการเตรียมตัวจะมีความแตกต่างกันไปตามประเภทของการส่องกล้อง ดังนี้
1. การเตรียมตัวสำหรับการส่องกล้องทางเดินอาหารส่วนบน
การเตรียมตัวประเภทนี้ค่อนข้างเรียบง่าย โดยเน้นไปที่การทำให้กระเพาะอาหารว่างเพื่อให้คุณหมอเห็นพื้นผิวได้ชัดเจน
- งดอาหารและน้ำ แนะนำให้งดอาหารล่วงหน้าอย่างน้อย 6 ชั่วโมงก่อนการตรวจ
- ความพร้อม เมื่อเตรียมตัวครบตามเวลา ก็สามารถเข้ารับการตรวจได้ทันที
- เจาะเลือด หรือ X-ray เบื้องต้น เพื่อเตรียมความพร้อมในการระงับความรู้สึกโดยวิสัญญีแพทย์
2. การเตรียมตัวสำหรับการส่องกล้องทางเดินอาหารส่วนล่าง (ลำไส้ใหญ่)
การตรวจลำไส้ใหญ่ต้องการความสะอาดของลำไส้เป็นพิเศษ เพื่อให้เห็นความผิดปกติเล็กๆ เช่น ติ่งเนื้อ ได้อย่างชัดเจน โดยมีขั้นตอนดังนี้
- ปรับเรื่องอาหาร (2-3 วันก่อนตรวจ): ให้ลูกรับประทานอาหารอ่อนที่ย่อยง่าย และที่สำคัญคือต้อง งดอาหารที่มีกากใย เช่น ผัก ผลไม้ และถั่วทุกชนิด
- ช่วง 1 วันก่อนตรวจ: ควรให้ลูกรับประทานเฉพาะอาหารเหลวใส (Clear Liquid Diet)
- การใช้ยาระบาย: ลูกจะได้รับยาระบายเพื่อล้างลำไส้ทั้งหมด 2-3 ครั้งขึ้นกับลักษณะอุจาระล่าสุด เพื่อให้ลำไส้สะอาดเพียงพอเพื่อให้การมองเห็นผนังลำไส้ได้ชัดเจน
ข้อแนะนำเพิ่มเติมสำหรับคุณพ่อคุณแม่ ในช่วงที่ต้องเตรียมลำไส้ ลูกอาจจะรู้สึกหิวหรืออ่อนเพลียบ้าง คุณพ่อคุณแม่ควรให้กำลังใจและเตรียมน้ำหวานใสๆ หรือซุปใสที่กรองกากออกหมดแล้วไว้ให้ลูกทานเพื่อเพิ่มพลังงาน
ขั้นตอนขณะทำการส่องกล้อง ปลอดภัยและไม่เจ็บอย่างที่กังวล
หนึ่งในคำถามที่พบบ่อยที่สุดคือ "ลูกจะเจ็บไหม?" คำตอบคือ "ลูกจะไม่รู้สึกเจ็บเลย" เพราะกระบวนการทั้งหมดจะอยู่ภายใต้การดูแลอย่างใกล้ชิดจากทีมผู้เชี่ยวชาญ
- การดูแลโดยผู้เชี่ยวชาญ: การตรวจจะดำเนินการโดยกุมารแพทย์เฉพาะทางโรคระบบทางเดินอาหารและตับ ร่วมกับวิสัญญีแพทย์
- การให้ยานอนหลับ: วิสัญญีแพทย์จะดูแลการให้ยานอนหลับหรือยาระงับความรู้สึกอย่างเหมาะสมและปลอดภัย
- อุปกรณ์ขนาดเล็ก: กล้องที่ใช้จะเป็นท่อยางนิ่มขนาดเล็กพิเศษ (Pediatric Endoscope) ที่มีช่องสำหรับส่งอุปกรณ์ตรวจและรักษา
- กระบวนการตรวจ: การส่องกล้องจะเริ่มหลังจากที่ลูกหลับไปแล้ว โดย
ส่วนบน:กล้องจะผ่านทางปากเพื่อดูหลอดอาหารไปจนถึงลำไส้เล็กส่วนต้น
ส่วนล่าง:กล้องจะผ่านทางทวารหนักเพื่อดูภาพรวมของลำไส้ใหญ่
- ความสะดวก: หากส่องกล้องทางเดินอาหารส่วนต้น จะมีสังเกตอาการหลังส่องกล้อง 1 คืน กรณีส่องกล้องทางเดินอาหารส่วนล่าง จะมีเตรียมวำไส้ 1 วัน ส่องกล้อง และสังเกตอาการต่อเนื่อง 1 คืน
การดูแลตัวเองและลูกน้อยหลังการส่องกล้อง
หลังจากที่การส่องกล้องทางเดินอาหารในเด็ก เสร็จสิ้นลง ลูกอาจจะมีอาการค้างเคียงเล็กน้อยซึ่งเป็นเรื่องปกติที่พบได้ ดังนี้
- อาการแน่นท้อง อาจมีอาการปวดท้องหรือแน่นท้องบ้างเล็กน้อย เนื่องจากมีการเป่าลมเข้าไปขณะส่องกล้องเพื่อให้เห็นภาพได้ชัดเจน ซึ่งอาการเหล่านี้จะค่อยๆ หายไปเอง แต่หากปวดมากผิดปกติ ควรรีบแจ้งแพทย์หรือพยาบาลโดยทีนที
- การบรรเทาอาการ หากลูกรู้สึกไม่สบายท้องมาก อาจให้ทานยาขับลมตามคำแนะนำของคุณหมอได้
- อาการระคายคอ กรณีส่องกล้องส่วนบน ลูกอาจจะเจ็บคอหรือระคายคอบ้างเล็กน้อยในช่วงแรก
- การขับถ่าย ในกรณีที่คุณหมอมีการตัดชิ้นเนื้อไปตรวจ อาจพบเลือดออกปนมากับอุจจาระได้เล็กน้อย ซึ่งเป็นอาการที่พบได้ปกติ
- กิจกรรมประจำวัน หากไม่มีข้อห้ามอื่นจากแพทย์ ลูกสามารถรับประทานอาหารและทำกิจกรรมหรือออกกำลังกายได้ตามปกติทันที
ข้อดีและประโยชน์ของการส่องกล้องตรวจในเด็ก
การส่องกล้องไม่ใช่เพียงแค่การตรวจหาโรคเท่านั้น แต่ยังมีข้อดีหลายประการที่ช่วยให้การรักษามีประสิทธิภาพมากขึ้น
- ความแม่นยำสูง เห็นความผิดปกติ เช่น แผล การอักเสบ หรือติ่งเนื้อได้โดยตรงผ่านจอภาพ
- วินิจฉัยถึงระดับเซลล์ แพทย์สามารถเก็บชิ้นเนื้อ (Biopsy) เพื่อส่งตรวจทางพยาธิวิทยาได้อย่างแม่นยำ
- รักษาได้ทันที ในบางกรณี แพทย์สามารถทำหัตถการรักษาไปพร้อมกันได้เลย เช่น การห้ามเลือด หรือการตัดติ่งเนื้อในลำไส้
- ลดความเสี่ยง ช่วยลดความจำเป็นในการผ่าตัดใหญ่ที่อาจไม่จำเป็นออกไปได้
คำถามที่พบบ่อย (FAQ) เกี่ยวกับการส่องกล้องทางเดินอาหารในเด็ก
1:การส่องกล้องในเด็กอันตรายไหม?
ตอบ การส่องกล้องในเด็กเป็นการหัตถการที่มีความปลอดภัยสูงมาก เนื่องจากทำโดยกุมารแพทย์เฉพาะทางและมีวิสัญญีแพทย์ดูแลเรื่องยานอนหลับตลอดเวลา
2:ลูกต้องงดน้ำและอาหารนานแค่ไหน?
ตอบ สำหรับการส่องกล้องทางเดินอาหารส่วนบน ควรงดอย่างน้อย 6 ชั่วโมง แต่หากเป็นการส่องกล้องลำไส้ใหญ่ จะต้องมีการปรับอาหารล่วงหน้า 2-3 วันตามคำแนะนำของกุมารแพทย์
3:ใช้เวลานานเท่าไหร่ในการตรวจ?
ตอบ ส่องกล้องทางเดินอาหารส่วนต้น โดยปกติจะใช้เวลาประมาณ 15-45 นาที ส่องกล้องทางเดินอาหารส่วนปลาย ใช้เวลาประมาณ 30- 1 ชั่วโมง
4:ใช้เวลานานเท่าไหร่ในการตรวจ?
ตอบ ส่องกล้องทางเดินอาหารส่วนต้น โดยปกติจะใช้เวลาประมาณ 15-45 นาที ส่องกล้องทางเดินอาหารส่วนปลาย ใช้เวลาประมาณ 30- 1 ชั่วโมง
5:จะทราบผลตรวจเมื่อไหร่?
ตอบ คุณหมอจะแจ้งผลการส่องกล้องเบื้องต้นให้ทราบทันทีหลังตรวจเสร็จ ส่วนผลการตรวจชิ้นเนื้อทางห้องปฏิบัติการมักจะใช้เวลาประมาณ 7 วันทำการ
การส่องกล้องทางเดินอาหารในเด็ก คือเครื่องมือทรงประสิทธิภาพที่ช่วยให้คุณพ่อคุณแม่ไม่ต้องคาดเดาสาเหตุอาการเจ็บป่วยของลูกรักอีกต่อไป การตรวจที่แม่นยำนำไปสู่การรักษาที่ตรงจุด เพื่อให้ลูกกลับมามีรอยยิ้มและเติบโตได้อย่างแข็งแรงสมวัย โดยศูนย์สุขภาพเด็ก โรงพยาบาลนครธน เรามีกุมารแพทย์โรคระบบทางเดินอาหารและตับ พร้อมให้การตรวจรักษาโรค ครอบคลุมการส่องกล้องเพื่อให้การรักษาและวินิจฉัยปัญหาทางเดินอาหารและตับอย่างตรงจุด
พญ.นันท์ธรา จักรธรานนท์
กุมารเวชศาสตร์/กุมารเวชศาสตร์โรคระบบทางเดินอาหารและโรคตับ
ศูนย์สุขภาพเด็ก
ปรึกษาปัญหาสุขภาพ
ไม่เสียค่าใช้จ่าย
บทความทางการแพทย์ศูนย์สุขภาพเด็ก
