ฝากครรภ์ครั้งแรกต้องทำอย่างไร ? ตอบข้อสงสัยคุณแม่มือใหม่
ศูนย์ : ศูนย์สุขภาพสตรี
บทความโดย : พญ. สังวาลย์ เตชะพงศธร
เมื่อรู้ว่าตั้งครรภ์ ควรรีบฝากครรภ์เพื่อพบแพทย์โดยเร็วที่สุด ตั้งแต่ในช่วง 4-8 สัปดาห์แรกของการตั้งครรภ์ และไม่เกิน 12 สัปดาห์ เพื่อให้คุณแม่และลูกน้อยได้รับการดูแลอย่างใกล้ชิด อีกทั้งการฝากครรภ์ยังช่วยคัดกรองความเสี่ยง เพราะมีการตรวจสุขภาพของคุณแม่ และติดตามพัฒนาการของทารกอย่างต่อเนื่อง ทั้งยังจะได้รับคำแนะนำที่ถูกต้องในการดูแลตัวเองจากแพทย์ ซึ่งในการไปฝากครรภ์ควรเตรียมเอกสารและข้อมูลสุขภาพให้พร้อม รวมถึงไปตามนัดอย่างสม่ำเสมอ และเลือกสถานพยาบาลที่สะดวกและเชื่อถือได้ เพื่อให้การตั้งครรภ์ปลอดภัยตลอดทั้ง 9 เดือน
สำหรับว่าที่คุณแม่มือใหม่ทั้งหลายที่เพิ่งรู้ว่าตัวเองกำลังตั้งครรภ์ อย่ามัวแต่ดีใจจนลืมไปว่าต้องไปฝากครรภ์ เพื่อที่แพทย์จะได้ติดตามการตั้งครรภ์อย่างใกล้ชิด สำหรับว่าที่คุณแม่ป้ายแดงที่เป็นท้องแรก และยังไม่มีประสบการณ์ คงมีคำถามมากมายในการไปฝากครรภ์ว่าจะต้องเตรียมตัวอย่างไรและต้องนำเอกสารอะไรไปบ้าง รวมถึงหากเป็นการฝากครรภ์ครั้งแรกจะต้องตรวจอะไรบ้าง เพื่อตอบทุกข้อสงสัยเหล่านี้เรามีข้อมูลดี ๆ มาฝาก
สารบัญ
- การฝากครรภ์สำคัญอย่างไร ?
- ประโยชน์ของการฝากครรภ์
- ควรฝากครรภ์เมื่ออายุครรภ์เท่าไร ?
- การเตรียมตัวไปฝากครรภ์
- สิ่งที่ต้องเตรียมเมื่อไปฝากครรภ์ครั้งแรก
- ฝากครรภ์ครั้งแรก คุณหมอตรวจอะไรบ้าง ?
- การตรวจครรภ์แต่ละไตรมาส
- พัฒนาการของทารกภายในครรภ์มารดา
- เรื่องที่ควรรู้เกี่ยวกับสมุดฝากครรภ์
- เลือกฝากครรภ์ที่ไหนดี เลือกที่นครธน
- ฝากครรภ์ดี มีคุณภาพ ฝากที่นครธน
- คำถามที่พบบ่อยเกี่ยวกับการฝากครรภ์ (FAQs)
- ปรึกษาทุกปัญหาสุขภาพแบบออนไลน์ ไม่เสียค่าใช้จ่าย
การฝากครรภ์สำคัญอย่างไร ?
การฝากครรภ์เป็นการดูแลสุขภาพของทั้งคุณแม่และทารกในครรภ์ ตั้งแต่เริ่มตั้งครรภ์ไปจนถึงก่อนคลอด โดยว่าที่คุณแม่มือใหม่ที่เริ่มตั้งครรภ์ควรไปพบแพทย์ เพื่อฝากครรภ์ทันทีเมื่อทราบว่าตัวเองตั้งครรภ์ และเข้ารับการตรวจครรภ์ตามที่แพทย์นัดอย่างสม่ำเสมอ
ทั้งนี้ การไปฝากครรภ์ในโรงพยาบาลถือว่าสำคัญมาก และเป็นเรื่องที่ไม่ควรมองข้ามอย่างเด็ดขาด ไม่จำกัดแค่ว่าท้องแรก แต่ไม่ว่าจะเป็นท้องที่ 2 หรือ 3 ก็ควรต้องฝากครรภ์ เพราะแพทย์จะช่วยดูแลให้สุขภาพของผู้ตั้งครรภ์และทารกแข็งแรงปลอดภัย พร้อมทั้งให้คำแนะนำการดูแลสุขภาพครรภ์อย่างถูกต้อง รวมถึงการปฏิบัติตัวต่าง ๆ ในช่วงตั้งครรภ์ ที่สำคัญการไปฝากครรภ์ยังจะช่วยให้แพทย์เห็นความผิดปกติในระหว่างตั้งครรภ์ ทำให้สามารถรักษาได้ทันเวลา เช่น โรคเบาหวานขณะตั้งครรภ์ โรคลมชัก ครรภ์เป็นพิษ เป็นต้น
ประโยชน์ของการฝากครรภ์
- เพื่อส่งเสริมสุขภาพร่างกายและจิตใจของคุณแม่ โดยหวังจะทำให้คุณแม่มีสุขภาพสมบูรณ์แข็งแรงที่สุด เพราะหมอจะให้คำแนะนำและตอบคำถามเกี่ยวกับข้อควรปฏิบัติในระหว่างการตั้งครรภ์ ไม่ว่าจะเป็นเรื่องโภชนาการ การออกกำลังกาย การปฏิบัติตัวขณะตั้งครรภ์ และอื่น ๆ ที่อาจจะเป็นปัญหา ซึ่งคุณแม่สามารถสอบถามหรือให้แพทย์ตรวจได้ว่ามีความผิดปกติหรือไม่ อย่างไร
- เพื่อตรวจสอบดูว่าการตั้งครรภ์ดำเนินไปอย่างปกติหรือไม่ เพราะแพทย์จะช่วยวินิจฉัยโรคบางอย่างที่เกิดขึ้นในระหว่างการตั้งครรภ์ ซึ่งอาจเป็นอันตรายต่อคุณแม่และลูกน้อยได้ เช่น ครรภ์เป็นพิษ โรคโลหิตจาง ซิฟิลิส ติดเชื้อ HIV ฯลฯ รวมถึงการตรวจอัลตราซาวนด์เพื่อดูถึงความผิดปกติ ความสมบูรณ์ของอวัยวะทารกในครรภ์ หรือถ้าพบว่าเป็นภาวะโลหิตจางก็ต้องหาสาเหตุและใช้ยาบำรุงเลือดให้เข้มข้นมากขึ้น เพื่อช่วยเตรียมการช่วยเหลือได้ทันท่วงที
- ช่วยป้องกันหรือลดอาการแทรกซ้อน ที่เกิดขึ้นในระหว่างการตั้งครรภ์ เพื่อให้การตั้งครรภ์เป็นปกติและคลอดลูกได้อย่างราบรื่นมากที่สุด แต่ถ้ามีโรคแทรกซ้อนหมอก็จะช่วยให้เกิดอันตรายน้อยที่สุด ติดเชื้อน้อยที่สุด หรือเสียเลือดน้อยที่สุด เป็นต้น
- ช่วยป้องกันอันตรายที่เกิดขึ้นกับทารกในครรภ์ เพราะการฝากครรภ์นั้นสามารถช่วยลดอัตราการแท้งบุตร การคลอดลูกก่อนกำหนด ทารกในครรภ์เสียชีวิต หรืออัตราการตายปริกำเนิดได้ และยังช่วย ป้องกันการอักเสบติดเชื้อในตัวลูกน้อยได้อีกด้วย
- ช่วยดูแลทารกในครรภ์ ทำให้ลูกน้อยในครรภ์เติบโตสมบูรณ์ แข็งแรง และมีน้ำหนักตัวที่เหมาะสม
ควรฝากครรภ์เมื่ออายุครรภ์เท่าไร ?
คุณแม่ที่ตั้งครรภ์ควรเริ่มฝากครรภ์ทันทีที่ทราบว่าตั้งครรภ์ หรือให้เร็วที่สุดเท่าที่จะเป็นไปได้ โดยช่วงเวลาที่เหมาะสมที่สุดคือ ระหว่างอายุครรภ์ 4-8 สัปดาห์ และไม่ควรเกิน 12 สัปดาห์ นับจากวันแรกของประจำเดือนรอบสุดท้าย
การเตรียมตัวไปฝากครรภ์
ในเรื่องของการฝากครรภ์ที่โรงพยาบาลสำหรับคุณแม่ป้ายแดง คำถามแรกที่ผุดขึ้นมาเลยคงจะหนีไม่พ้น ควรไปฝากครรภ์ที่ไหนดีนะ ซึ่งหลักเกณฑ์ในการเลือกสถานที่นั้นคงไม่ได้มีกำหนดอย่างตายตัว แต่สามารถพิจารณาตามความเหมาะสม และความสะดวก ได้ดังนี้
- เลือกสถานที่ใกล้และสะดวกที่สุด เพื่อความสะดวกในการเดินทางเวลามีเหตุฉุกเฉิน
- ฝากครรภ์กับแพทย์ที่เราไว้ใจ โดยพิจารณาจากประสบการณ์ของแพทย์ ประวัติการทำงาน
- รพ.รัฐ หรือ รพ.เอกชนเลือกตามงบประมาณและความต้องการความสะดวกสบาย
สิ่งที่ต้องเตรียมเมื่อไปฝากครรภ์ครั้งแรก
ก่อนไปฝากครรภ์จะต้องเตรียมพร้อมหลาย ๆ อย่างทั้งเอกสารและหาวันเวลาที่สะดวก โดยสำหรับคุณแม่ที่อยากรู้ว่าไปฝากครรภ์จะต้องเตรียมเอกสารอะไรบ้าง สามารถดูเอกสารที่ต้องเตรียมได้ดังนี้
- เอกสารที่ใช้ในการฝากครรภ์เบื้องต้น คือบัตรประชาชนของคุณแม่ และคุณพ่อ
- ประวัติการเจ็บป่วย การแพ้ยา การคลอดลูก โรคประจำตัว การแท้งบุตร ประวัติความเสี่ยงต่อโรคทางพันธุกรรม
- ข้อมูลการมีประจำเดือนครั้งสุดท้าย โดยนับจากวันแรกของการมีประจำเดือนครั้งสุดท้าย
ฝากครรภ์ครั้งแรก แพทย์ตรวจอะไรบ้าง ?
เมื่อเราไปฝากครรภ์ครั้งแรก แพทย์จะมีการตรวจร่างกาย และสุขภาพครรภ์ ดังนี้
- ตรวจปัสสาวะ สิ่งแรกที่ต้องทำเมื่อไปฝากครรภ์ ก็คือการตรวจปัสสาวะ เพื่อดูว่ามีน้ำตาลในปัสสาวะบ้างหรือไม่ เพื่อให้แน่ใจว่าคุณแม่ไม่ได้เป็นเบาหวานแทรกซ้อนขณะตั้งครรภ์ และดูว่ามีโปรตีนหรือไม่ ถ้ามีจะบ่งว่าไตทำงานไม่ปกติ ถ้าตรวจพบในช่วงหลังของครรภ์ร่วมกับมีความดันโลหิตสูง แสดงว่ามีโอกาสเสี่ยงสูงที่จะมีอาการครรภ์เป็นพิษ
- ชั่งน้ำหนัก วัดส่วนสูง จะมีการวัดส่วนสูง เพื่อเปรียบเทียบ BMI และคำนวณเกี่ยวกับ การเพิ่มน้ำหนักขณะตั้งครรภ์ให้อย่างเหมาะสม รวมทั้งการบำรุงร่างกาย ลักษณะอุ้งเชิงกรานเพื่อประเมินช่องทางการคลอด และคุณแม่อาจต้องชั่งน้ำหนักทุกครั้งเมื่อมาฝากครรภ์ เพื่อดูว่าน้ำหนักเพิ่มตามเกณฑ์หรือไม่
- ตรวจเลือด เมื่อไปฝากครรภ์ คุณแม่จะต้องถูกเจาะเลือดที่บริเวณข้อพับประมาณ 10 ซีซี เพื่อนำไปตรวจดูความเข้มข้นของเลือด ส่วนประกอบของเลือด กรุ๊ปเลือดโรคเลือดธาลัสซีเมีย และตรวจหาโรคติดเชื้อบางอย่าง เช่น ไวรัสตับอักเสบ ซิฟิลิส หัดเยอรมัน และเชื้อ HIV
- วัดความดันโลหิต จะมีการวัดความดันโลหิตทุกครั้งที่มาฝากครรภ์ โดยจะมีตัวเลข 2 ค่า ค่าแรกเป็นความดันโลหิตขณะที่หัวใจบีบตัวดัน ให้โลหิตสูบฉีดไปยังส่วนต่าง ๆ ของร่างกาย ส่วนค่าหลังเป็นความดันโลหิต ขณะที่หัวใจคลายตัวค่าความดันปกติจะราว 120/70 มิลลิเมตรปรอท และหากวัดค่าได้เกิน 140/90 มิลลิเมตรปรอท จะถือว่ามีภาวะความดันโลหิตสูง
- ตรวจทางหน้าท้อง หรืออัลตราซาวนด์ การฝากครรภ์จะมีการตรวจหน้าท้องของคุณแม่เพื่อดูท่าของทารกว่าอยู่ท่าใด ส่วนนำเป็นศีรษะหรือไม่ ประมาณขนาดและน้ำหนักของทารกในครรภ์เป็นอย่างไร เพื่อตรวจให้แน่ใจว่าท่าของทารก และความผิดปกติของทารกในครรภ์ไม่เป็นอันตราย แต่หากตรวจพบควรวางแผนการรักษา เพื่อป้องกันอันตรายที่อาจเกิดขึ้น
การตรวจครรภ์แต่ละไตรมาส
เมื่อตรวจร่างกายเสร็จเรียบร้อย คุณแม่ตั้งครรภ์จะได้รับวิตามินหรือยาบำรุงร่างกายคุณแม่ พร้อมกลับมาฝากครรภ์ตามนัด โดยแพทย์จะนัดให้มาตรวจครรภ์โดยแบ่งเป็น 3 ไตรมาส โดยจะมีการตรวจที่แตกต่างกันออกไป ดังนี้
ช่วงไตรมาสที่ 1 (เริ่มตั้งครรภ์ถึง 12 สัปดาห์)
แพทย์จะนัดตรวจทุก 1 เดือน โดยมีการตรวจดังนี้
- ตรวจปัสสาวะหรือเลือด เพื่อยืนยันการตั้งครรภ์
- ตรวจการติดเชื้อในกระเพาะปัสสาวะ
- ตรวจเลือดสำหรับฝากครรภ์ครั้งที่ 1 (HIV กามโรค ตับอักเสบบี/ซี หมู่เลือดและคัดกรองโรคธาลัสซีเมีย) การคัดกรองเบาหวานขณะตั้งครรภ์
- ตรวจเลือดมารดา เพื่อคัดกรองความผิดปกติทางพันธุกรรม หรือตรวจเลือดวัดสารเคมีบ่งชี้ทารกดาวน์ซินโดรม
- ตรวจอัลตราซาวนด์เพื่อกำหนดอายุครรภ์ และคัดกรองความผิดปกติของทารกเบื้องต้น
ช่วงไตรมาสที่ 2 (อายุครรภ์ 13-28 สัปดาห์)
แพทย์จะนัดตรวจทุก 1 เดือน โดยมีการตรวจดังนี้
- ตรวจเลือด เพื่อคัดกรองภาวะเบาหวานขณะตั้งครรภ์
- เจาะน้ำคร่ำ เพื่อตรวจโครโมโซมของทารกในครรภ์ (กรณีมีความเสี่ยง)
- ตรวจอัลตราซาวนด์ เพื่อดูเพศของทารก และดูพัฒนาการการเจริญเติบโตของทารกในครรภ์
ช่วงไตรมาสที่ 3 (อายุครรภ์ 29-40 สัปดาห์)
แพทย์จะนัดตรวจทุก 2 สัปดาห์ โดยมีการตรวจดังนี้
- สอนนับลูกดิ้น
- ฉีดวัคซีนป้องกันไข้หวัดใหญ่ และบาดทะยัก
- ตรวจเลือดสำหรับฝากครรภ์ครั้งที่ 1 (HIV กามโรค ตับอักเสบบี/ซี และความเข้มข้นของเลือด)
- ตรวจอัลตราซาวนด์ เพื่อคำนวณน้ำหนักตัวและตรวจสุขภาพทารกในครรภ์
- ฉีดวัคซีน RSV ไตรมาสที่ 3
ทั้งนี้การตรวจครรภ์ในระยะสัปดาห์ท้าย ๆ ของการตั้งครรภ์ จะตรวจดูเพื่อให้แน่ใจว่าศีรษะของทารกลงสู่อุ้งเชิงกรานของคุณแม่แล้ว เพื่อไม่ให้เป็นอันตรายต่อทารกและคุณแม่เอง คุณแม่จึงควรไปฝากครรภ์ทันทีที่รู้ว่ามีการตั้งครรภ์
พัฒนาการของทารกภายในครรภ์แม่
พัฒนาการของทารกในครรภ์ เป็นกระบวนการที่มหัศจรรย์และต่อเนื่องตลอด 9 เดือน โดยสามารถสรุปพัฒนาการที่สำคัญตามไตรมาสได้ดังนี้
ไตรมาสที่ 1 (สัปดาห์ที่ 1-12)
สัปดาห์ที่ 5-8 ตัวอ่อนเติบโตอย่างรวดเร็ว เริ่มมีขนาดใหญ่ขึ้น หัวใจเริ่มเต้นและมีการแบ่งเป็น 4 ห้อง สามารถมองเห็นการเต้นของหัวใจจากการอัลตราซาวนด์ได้ เริ่มมีการพัฒนาของแขน ขา ใบหน้า ดวงตา หู ปอดกระเพาะอาหาร ลำไส้ และตับ ในสัปดาห์ที่ 9-12 อวัยวะสำคัญต่าง ๆ เริ่มก่อร่างสมบูรณ์เกือบทั้งหมด อีกทั้งแขน ขา มือ นิ้วมือ นิ้วเท้า ก็เจริญเติบโตชัดเจนขึ้น และสามารถขยับได้เล็กน้อย แต่คุณแม่จะยังไม่รู้สึกถึงการเปลี่ยนแปลง อีกทั้งหูชั้นนอกเริ่มมีรูปร่าง และฟันเริ่มพัฒนา อวัยวะเพศเริ่มพัฒนา แต่ยังระบุเพศได้ยากจากการอัลตราซาวนด์
ไตรมาสที่ 2 (สัปดาห์ที่ 13-28)
สัปดาห์ที่ 13-20 สามารถระบุเพศได้จากการอัลตราซาวนด์ กระดูกเริ่มแข็งแรงขึ้น แต่ผิวหนังยังบางและโปร่งใส ในไตรมาสนี้คุณแม่เริ่มรู้สึกถึงลูกดิ้นเป็นครั้งแรก ทารกเริ่มมีการดูดนิ้ว เริ่มได้ยินเสียงภายนอกได้แล้ว มีพัฒนาการของต่อมรับรส และในสัปดาห์ที่ 21-26 ทารกมีการเคลื่อนไหวที่ชัดเจนขึ้น อวัยวะสำคัญส่วนใหญ่พัฒนาเกือบสมบูรณ์ ปอดเริ่มมีการฝึกหายใจ
ไตรมาสที่ 3 (สัปดาห์ที่ 29-40)
สัปดาห์ที่ 27-35 สมองเริ่มมีการพัฒนาอย่างรวดเร็วและซับซ้อนขึ้น ระบบภูมิคุ้มกันเริ่มพัฒนาจากการรับภูมิคุ้มกันจากคุณแม่ น้ำหนักตัวเพิ่มขึ้นอย่างรวดเร็ว ปอดพัฒนาสมบูรณ์เกือบเต็มที่ และในสัปดาห์ที่ 36-40 ทารกจะเจริญเติบโตเต็มที่ อวัยวะทุกส่วนพร้อมทำงานได้ด้วยตัวเอง ปอดทำงานได้สมบูรณ์เต็มที่และพร้อมสำหรับการหายใจภายนอก ทารกสะสมไขมันเพื่อรักษาอุณหภูมิร่างกายหลังคลอด ระบบประสาทและสมองพัฒนาเต็มที่ ทั้งยังจะมีการตอบสนองต่าง ๆ เช่น การกะพริบตา การจับ
เรื่องที่ควรรู้เกี่ยวกับสมุดฝากครรภ์
ครั้งแรกที่มาฝากครรภ์ แพทย์จะทำการซักประวัติและตรวจร่างกายของคุณแม่อย่างละเอียด โดยผลการตรวจทุกอย่างจะถูกบันทึกลงในสมุดฝากครรภ์ คุณแม่ควรนำสมุดนี้ติดตัวไปด้วยเสมอ เมื่อต้องเดินทางไกล ๆ หากเกิดภาวะฉุกเฉินจนต้องเข้าโรงพยาบาล แพทย์จะได้ดูแลรักษาคุณแม่ได้ถูกต้องตามข้อมูลที่บันทึกไว้ในสมุด แต่ถ้าคุณแม่ไม่มีสมุดฝากครรภ์พกติดตัวมาด้วย แพทย์ก็จะไม่มีข้อมูลเกี่ยวกับคุณแม่ ไม่ทราบว่าคุณแม่มีปัญหาอะไรหรือไม่ รักษามาอย่างไร และมีผลเลือดอย่างไร ซึ่งอาจทำให้คุณแม่ต้องเจาะเลือดใหม่และทำให้เสียเวลาได้
เลือกฝากครรภ์ที่ไหนดี ? เลือกที่นครธน
การเลือกสถานที่ในการฝากครรภ์ โดยเฉพาะในย่านพระราม 2 เป็นเรื่องสำคัญที่คุณแม่ควรพิจารณาอย่างรอบคอบ เพื่อให้มั่นใจว่าคุณและลูกน้อยจะได้รับการดูแลที่ดีที่สุดตลอดการตั้งครรภ์ไปจนถึงการคลอด ซึ่งควรเลือกโรงพยาบาลที่ใกล้บ้านหรือที่ทำงาน เพื่อความสะดวกในการเดินทางไปพบแพทย์ตามนัด โดยเฉพาะเมื่ออายุครรภ์มากขึ้นหรือเมื่อใกล้คลอด การเดินทางที่สะดวกจะช่วยลดความเครียดและประหยัดเวลา
การมาฝากครรภ์ที่ศูนย์สุขภาพสตรี โรงพยาบาลนครธน เราพร้อมให้บริการว่าที่คุณแม่ ตั้งแต่ก้าวแรกเมื่อรู้ว่าตัวเองตั้งครรภ์ ด้วยการฝากครรภ์ครั้งแรก กับสูติ-นรีแพทย์ ที่มากประสบการณ์ พร้อมดูแลคุณแม่ตั้งแต่ฝากครรภ์ไปจนถึงคลอดลูกอย่างมีประสิทธิภาพและปลอดภัย ด้วยแพ็กเกจฝากครรภ์คุณภาพ ให้เลือกหลากหลาย ตั้งแต่แพ็กเกจฝากครรภ์ Smart Mom 1 และ 2 ไปจนถึงแพ็กเกจฝากครรภ์ Smart Mom Premium ที่สามารถเลือกให้เหมาะสมกับคุณ
นอกจากนี้คุณแม่ตั้งครรภ์ยังจะได้รับการประเมินเต้านม และความพร้อมในการให้นมบุตร โดยพยาบาลวิชาชีพประจำศูนย์สุขภาพสตรี พร้อมได้รับการอัลตราซาวนด์ในไตรมาสที่ 1 รวมถึงการอธิบายถึงขอบเขตของการอัลตราซาวนด์ พร้อมประโยชน์และความจำเป็น รวมไปถึงการสอนการนับลูกดิ้นตั้งแต่อายุครรภ์ 30 สัปดาห์ขึ้นไป และตลอดการฝากครรภ์ได้รับการปรึกษาแพทย์เฉพาะทางด้านมารดาและทารก (MFM) เพื่ออัลตราซาวนด์ตรวจคัดกรองหาความผิดปกติของทารกในครรภ์
ฝากครรภ์ดี มีคุณภาพ ฝากที่ศูนย์สุขภาพสตรี โรงพยาบาลนครธน
การฝากครรภ์มีความสำคัญมากสำหรับคุณแม่ตั้งครรภ์ เพราะจุดมุ่งหมายในการฝากครรภ์นั้น เพื่อให้แน่ใจว่าคุณแม่และทารกในครรภ์มีสุขภาพดี แข็งแรงตลอดการตั้งครรภ์ หากมีปัญหาหรือสิ่งผิดปกติเกิดขึ้นในระหว่างนั้น จะได้รีบปรึกษาแพทย์และเข้ารับการรักษาได้ทันท่วงที โดยศูนย์สุขภาพสตรี โรงพยาบาลนครธน เราพร้อมให้บริการคุณแม่ตั้งแต่การเตรียมพร้อมและตรวจสุขภาพก่อนตั้งครรภ์ รวมถึงผู้ที่ต้องการฝากครรภ์ในย่านพระราม 2 จนกระทั่งการคลอดบุตรอย่างปลอดภัย ด้วยทีมสูติ-นรีแพทย์ กุมารแพทย์ และพยาบาลผู้เชี่ยวชาญเฉพาะทาง รวมถึงการบริการหลังคลอดที่พร้อมด้วยคุณภาพ
เวลาทำการ ศูนย์สุขภาพสตรี
- วันจันทร์-วันอาทิตย์ : ตั้งแต่เวลา 08:00-20:00 น.
สถานที่ตั้ง
- ศูนย์สุขภาพสตรี : โรงพยาบาลนครธน ชั้น 2
ช่องทางการนัดหมายและสอบถามรายละเอียด
สามารถสอบถามข้อมูลแพ็กเกจฝากครรภ์ หรือจองคิวล่วงหน้าได้ผ่านช่องทางเหล่านี้
- Facebook Fanpage: Nakornthon Hospital
- LINE Official: @nakornthon
- Tel: 02-450-9999 ต่อ 1167, 1168
คำถามที่พบบ่อยเกี่ยวกับการฝากครรภ์ (FAQs)
-
Q: ปวดท้องน้อยแบบไหนตั้งครรภ์ ?
A: อาการปวดท้องน้อยที่อาจเกี่ยวข้องกับการตั้งครรภ์ มักเป็นลักษณะปวดหน่วง ๆ หรือจี๊ดเล็กน้อย คล้ายอาการปวดประจำเดือน แต่ไม่รุนแรง และอาจเกิดร่วมกับอาการอื่น เช่น ประจำเดือนขาด คัดตึงเต้านม อ่อนเพลีย หรือมีเลือดออกเล็กน้อยจากการฝังตัวของตัวอ่อน อย่างไรก็ตาม หากมีอาการปวดรุนแรง ปวดข้างเดียวมาก หรือมีเลือดออกผิดปกติ ควรรีบพบแพทย์เพื่อตรวจวินิจฉัยทันที
-
Q: หากอยู่ย่านพระราม 2 ควรเลือกฝากครรภ์ที่ไหนดี ?
A: การเลือกฝากครรภ์หากอยู่ในย่านพระราม 2 ควรพิจารณาจากความสะดวกในการเดินทาง ความน่าเชื่อถือของแพทย์ และคุณภาพของสถานพยาบาล เพื่อให้สามารถไปตามนัดได้อย่างต่อเนื่อง ซึ่งศูนย์สุขภาพสตรี โรงพยาบาลนครธน เป็นตัวเลือกที่ตอบโจทย์มากที่สุด
-
Q: หากพลาดนัดฝากครรภ์ ควรทำอย่างไร ?
A: ควรรีบติดต่อโรงพยาบาลเพื่อนัดใหม่โดยเร็วที่สุด เพื่อไม่ให้พลาดการติดตามพัฒนาการและการตรวจสำคัญในแต่ละช่วงอายุครรภ์
-
Q: สามารถเปลี่ยนสถานที่ฝากครรภ์ระหว่างตั้งครรภ์ได้หรือไม่ ?
A: สามารถทำได้ โดยควรนำสมุดฝากครรภ์และผลตรวจทั้งหมดไปให้แพทย์ที่ใหม่ เพื่อให้การดูแลต่อเนื่องและครบถ้วน
ปรึกษาทุกปัญหาสุขภาพแบบออนไลน์
ไม่เสียค่าใช้จ่าย
บทความทางการแพทย์ศูนย์สุขภาพสตรี
