ไอเรื้อรังในเด็กคืออะไร? เจาะลึกสาเหตุ วิธีรักษา และสัญญาณเตือน

ศูนย์ : ศูนย์สุขภาพเด็ก

บทความโดย : นพ. กวินทร์ วงศ์นพรัตน์เลิศ

ไอเรื้อรังในเด็ก

อาการ ไอเรื้อรังในเด็ก เป็นปัญหาสุขภาพที่สร้างความกังวลใจให้กับคุณพ่อคุณแม่ยุคใหม่ไม่น้อย โดยเฉพาะเมื่อลูกหายจากอาการหวัดแต่ยังคงไอต่อเนื่องเป็นเวลานาน ส่งผลกระทบต่อการนอน การเรียนและการใช้ชีวิตประจำวัน การปล่อยให้ลูกไอเรื้อรังโดยไม่หาสาเหตุ อาจเป็นสัญญาณของโรคระบบทางเดินหายใจ ที่ควรได้รับการวินิจฉัย และรักษาอย่างเหมาะสม ไปทำความเข้าใจเกี่ยวกับอาการ ไอเรื้อรังในเด็ก สาเหตุที่พบบ่อย แนวทางการรักษา และวิธีสังเกตลักษณะอาการไอ เพื่อให้สามารถดูแลลูกน้อยได้อย่างถูกต้องและทันท่วงที


อาการไอเรื้อรังในเด็กคืออะไร? แตกต่างจากไอปกติอย่างไร?

โดยทั่วไปแล้ว อาการไอเป็นกลไกธรรมชาติของร่างกายในการขับสิ่งแปลกปลอม เสมหะ หรือสารระคายเคืองออกจากระบบทางเดินหายใจ แต่หากลูกน้อยมีอาการไอนานเกิน 4 สัปดาห์ขึ้นไป ทางการแพทย์จะจัดว่าเป็นอาการ ไอเรื้อรังในเด็ก ซึ่งควรได้รับการประเมินจากแพทย์ เพื่อค้นหาสาเหตุเนื่องจากอาจเกี่ยวกับโรคระบบทางเดินหายใจ หรือภาวะผิดปกติอื่น ๆ ที่ต้องได้รับการรักษาอย่างเหมาะสม

> กลับสารบัญ


สาเหตุของอาการไอเรื้อรังในเด็ก

สาเหตุหลักของอาการ ไอเรื้อรังในเด็ก ออกเป็น 2 ประเภทใหญ่ๆ ดังนี้

  1. อาการไอเรื้อรังที่เกิดจากการติดเชื้อ (Infectious Cause)
    • Post infectious cough เป็นสาเหตุที่พบได้บ่อยหลังการติดเชื้อทางเดินหายใจเฉียบพลัน แม้การติดเชื้อจะดีขึ้นแล้วแต่ยังคงมีการอักเสบและไวกับสิ่งกระตุ้น ทำให้ยังไอต่อเนื่อง มักหายเองใน 3-8 สัปดาห์ โดยไม่จำเป็นต้องใช้ยาปฏิชีวนะ
    • Protracted Bacterial Bronchitis มักไอเสมหะนานมากกว่า 4 สัปดาห์ ไม่แสดงอาการหอบเหนื่อย มักดีขึ้นหลังได้ยาปฏิชีวนะที่เหมาะสม อาจเพิ่มความเสี่ยงต่อโรคหลอดลมโป่งพองในอนาคตได้
    • Pertussis มักไอเป็นชุดต่อเนื่อง บางรายมีหายใจเสียงดัง “วู๊ป” (Whoop) หรืออาเจียนหลังไอ มักไอต่อเนื่องยาวเป็นเดือน สามารถป้องกันได้โดยการฉีดวัคซีน
    • การติดเชื้อเรื้องรังอื่น ๆ เช่น การติดเชื้อกลุ่มวัณโรค หรือในเด็กบางรายที่มีภูมิคุ้มกันบกพร่อง เจ็บป่วยบ่อยเรื้อรังอาจต้องได้รับการตรวจเพิ่มเติม
  2. คุณพ่อคุณแม่หลายคนสงสัยว่า ลูกไม่มีไข้ ไม่ได้เป็นหวัด ทำไมถึงยังไม่หายไอ? สาเหตุอาจเกิดจากปัจจัยเหล่านี้

    • โรคภูมิแพ้ทางเดินหายใจ (Allergic Rhinitis) เด็กจะมีน้ำมูกเรื้อรังและไหลลงคอ (Post-nasal drip) ทำให้เกิดอาการระคายเคืองและกระแอมไอเป็นประจำ → Upper Airway Cough Syndrome
    • Cough Variant Asthma เด็กที่มีอาการของโรคหืด บางรายแสดงอาการไอเพียงอย่างเดียวโดยไม่หอบ มักมีอาการตอนอากาศเย็น / ตอนกลางคืน หรือถูกกระตุ้นด้วยสารก่อภูมิแพ้
    • Aspiration Syndrome ปัญหาสำลักและดูดกลืนผิดปกติ มักพบในผู้ป่วยที่มีความผิดปกติทางระบบประสาท
    • ภาวะกรดไหลย้อน (GERD) กรดจากกระเพาะอาหารไหลย้อนขึ้นมาเคืองระบบทางเดินหายใจ
    • สิ่งแปลกปลอมตกค้าง มีสิ่งแปลกปลอมชิ้นเล็กๆ หลุดเข้าไปค้างอยู่ในทางเดินหายใจ มักพบในเด็กอายุ 1-3 ปี
    • สิ่งแวดล้อมที่เป็นมลพิษ หลอดลมของเด็กไวต่อควันบุหรี่ ควันรถยนต์ สารเคมี และฝุ่นละอองทั้งในและนอกบ้าน
    • ภาวะหัวใจวาย
    • โรคหลอดลมพอง

> กลับสารบัญ


ปรึกษาแพทย์ออนไลน์

รูปแบบอาการไอที่สังเกตได้

ลักษณะการไอ การวินิจฉัยโรค
ไอเสียงก้องหรือแหบ (Barking or Brassy Cough) TICS (ภาวะกล้ามเนื้อกระตุก), Tracheomalacia (ภาวะหลอดลมตีบหรืออ่อนยวบ)
ไอเสียงหมาเห่า (Honking Cough) TICS (ภาวะกล้ามเนื้อกระตุก), Tracheomalacia (ภาวะหลอดลมตีบหรืออ่อนยวบ), Somatic cough disorder
ไอติดต่อกันแบบเป็นชุดหลายครั้งตามด้วยการหายใจ (Paroxysmal Cough) Pertussis (โรคไอกรน)
ไอแบบเป็นชุดสั้น ๆ (Staccato Cough) Chlamydia Infection (การติดเชื้อคลาไมเดีย)
ไอมีเสมหะ (Productive Cough) PBB (โรคหลอดลมอักเสบเรื้อรังจากการติดเชื้อแบคทีเรียที่ยืดเยื้อ), Bronchiectasis (โรคหลอดลมโป่งพอง), Cystic Fibrosis (โรคซิสติกไฟโบรซิส)
ไอมีเสมหะในตอนเช้า (Wet Cough in morning only) Suppurative Lung Disease (กลุ่มโรคปอดที่มีการติดเชื้อเรื้อรัง)
ไอที่มีเสมหะปนก้อนเสมหะหรือเนื้อเยื่อที่มีลักษณะแข็งตัวเป็นรูปร่างตามท่อลมหรือหลอดลม (Cough productive of casts) Plastic Bronchitis (โรคหลอดลมอักเสบชนิดมีแผ่นเมือกแข็ง)

> กลับสารบัญ


สัญญาณอันตราย! รีบพาลูกพบแพทย์ทันที

หากมีอาการแสดงแบ่งออกเป็น 2 กลุ่ม ดังนี้

อาการในระบบทางเดินหายใจ อาการนอกระบบทางเดินหายใจ
ไอมีเสมหะ ภาวะหัวใจผิดปกติ
ลักษณะไอผิดปกติ เลี้ยงไม่โต
ไอเป็นเลือด นิ้วบุ๋ม
เจ็บหน้าอก ภาวะกลืนลำบาก
ทรวงอกผิดรูป พัฒนาการและสมองผิดปกติ
เหนื่อย / หายใจเร็ว ภาวะภูมิคุ้มกันบกพร่อง
ฟังปอดผิดปกติ ใช้ยาบางประเภท เช่น ยากลุ่ม ACEI
เขียว / พร่องออกซิเจน
ปอดอักเสบซ้ำ ๆ

> กลับสารบัญ


อันตรายจากการปล่อยให้เด็กไอเรื้อรังโดยไม่รักษา

การปล่อยให้ลูกมีอาการไอเรื้อรังเป็นเวลานานโดยไม่ทราบสาเหตุอาจส่งผลเสียร้ายแรงกว่าที่คิด

  • กระตุ้นโรคหอบหืด ในเด็กที่เป็นโรคหืด เกิดการอักเสบในทางเดินหายใจเรื้อรังส่งผลให้สมรรถภาพปอดแย่ลง
  • เสมหะคั่งปอด มีโอกาสที่เสมหะจะเหนียวข้นและคั่งค้างอยู่ในปอดจนนำไปสู่การติดเชื้อซ้ำซ้อน
  • การมีน้ำมูกไหลลงคอตลอดเวลาทำให้เจ็บคอ ประกอบกับอาการแน่นจมูกทำให้เด็กต้องอ้าปากหายใจ มีนอนกรน ทำให้คุณภาพชีวิตแย่ลง
  • เสี่ยงหูชั้นกลางอักเสบ เชื้อโรคทางจมูกและคอสามารถลุกลามไปสู่หูชั้นกลางได้ง่าย
  • กระทบการเจริญเติบโต เด็กจะนอนหลับไม่สนิทเพราะตื่นมาไอตอนกลางคืน ทำให้ฮอร์โมนการเจริญเติบโตทำงานได้ไม่เต็มที่ ทั้งยังใช้แรงหรือพลังงานไปกับการไอหรือพยาธิสภาพ ทำให้เสียพลังงานแทนนำไปใช้เจริญเติบโต

> กลับสารบัญ



แนวทางการรักษาและการดูแลเพื่อป้องกันอาการไอเรื้อรัง

การรักษาอาการ ไอเรื้อรังในเด็ก ที่มีประสิทธิภาพที่สุดคือ การรักษาที่ตรงจุดตามสาเหตุ หลังจากได้ทำการซักประวัติและตรวจร่างกายอย่างละเอียดแล้ว อย่างเช่น

  • หากเกิดจากไซนัสอักเสบ แพทย์จะจ่ายยาปฏิชีวนะ ยาลดน้ำมูก ยาลดอาการจมูกบวม และแนะนำให้ทำการล้างจมูกด้วยน้ำเกลือเป็นประจำ
  • หากเกิดจากโรคหืด แพทย์จะจัดยาสูดควบคุมอาการอักเสบของหลอดลม (Control) และยาสูดขยายหลอดลม (Reliever) เพื่อใช้ตอนมีอาการ

> กลับสารบัญ


การดูแลแบบประคับประคองที่พ่อแม่ยุคใหม่ทำเองได้ที่บ้าน

นอกเหนือจากการทานยาตามแพทย์สั่งแล้ว การดูแลสิ่งแวดล้อมและพฤติกรรมก็สำคัญไม่แพ้กัน โดยทั่วไปอาการจะค่อยๆ ดีขึ้นใน 1-3สัปดาห์ ได้แก่

  • ดื่มน้ำอุ่นหรือน้ำอุณหภูมิห้อง บ่อยๆ และควรหลีกเลี่ยงการดื่มน้ำเย็นจัด
  • จัดโภชนาการที่เหมาะสม ให้ลูกรับประทานอาหารที่มีประโยชน์และย่อยง่าย
  • เน้นการพักผ่อนให้เพียงพอ เพื่อให้ร่างกายได้ฟื้นฟูระบบภูมิคุ้มกัน
  • ปรับเปลี่ยนสิ่งแวดล้อมในบ้าน หลีกเลี่ยงควันบุหรี่ ฝุ่นละออง และหมั่นทำความสะอาดเครื่องนอนเพื่อลดสารก่อภูมิแพ้
  • สนับสนุนให้ออกกำลังกายอย่างสม่ำเสมอ เมื่อร่างกายเริ่มแข็งแรงดี เพื่อเพิ่มภูมิต้านทาน

> กลับสารบัญ


คำถามที่พบบ่อยเกี่ยวกับอาการไอเรื้อรังในเด็ก (FAQ)

1:ลูกไอติดต่อกันนานแค่ไหน ถึงจะเรียกว่า "ไอเรื้อรัง"?

ตอบ: ทางการแพทย์จะถือว่าเด็กมีอาการไอเรื้อรังเมื่อมีอาการไอนานติดต่อกันเกิน 4 สัปดาห์ขึ้นไป ไม่ว่าจะเป็นอาการไอแห้ง ไอก้อง หรือไอแบบมีเสมหะก็ตาม

2:ทำไมลูกไม่มีไข้ แต่ทำไมถึงไอเรื้อรังไม่หายสักที?

ตอบ: อาการไข้เป็นเพียงอาการแสดงเท่านั้น ไม่ได้บ่งบอกถึงสาเหตุของการไอเรื้อรัง ซึ่งอาจมาจากโรคระบบทางเดินหายใจ เช่น โรคภูมิแพ้โพรงจมูก โรคหอบหืด ภาวะกรดไหลย้อน หรือการที่หลอดลมของเด็กไวต่อสิ่งแวดล้อม มลพิษ และควันบุหรี่

3:เด็กที่มีอาการไอเรื้อรัง สามารถซื้อยาแก้ไอทานเองได้ตลอดหรือไม่?

ตอบ: ไม่ควรซื้อยาแก้ไอให้เด็กทานต่อเนื่องเองโดยไม่ทราบสาเหตุ เพราะการรักษา ไอเรื้อรังในเด็ก จำเป็นต้องรักษาที่ต้นเหตุ การซื้อยาบรรเทาอาการทานเองอาจทำให้โรครุนแรงขึ้นและเกิดผลข้างเคียงได้

4:อาการไอเรื้อรังส่งผลกระทบต่อพัฒนาการและการเจริญเติบโตของลูกอย่างไร?

ตอบ: การไอเรื้อรังทำให้รบกวนคุณภาพชีวิต หรือเสียพลังงานไปกับการไอแทนที่จะนำมาใช้ในการเจริญเติบโต

5:เมื่อไหร่ที่อาการไอเรื้อรังกลายเป็นสัญญาณอันตรายที่ต้องไปโรงพยาบาลทันที?

ตอบ: ควรรีบพบแพทย์ทันทีหากลูกมีอาการแสดง ดังนี้ มีอาหารไอมีเสมหะ ลักษะไอผิดปกติ ไอเป็นเลือด มีการเจ็บหน้าอก ทรวงอกผิดรูป เหนื่อย หรือหายใจเร็ว ปอดอักเสบซ้ำ ๆ มีภาวะหัวใจที่ผิดปกติ เลี้ยงไม่โต นิ้วบุ๋ม มีภาวะกลืนลำบาก พัฒนาการและสมองผิดปกติ เป็นต้น

> กลับสารบัญ


อาการ ไอเรื้อรังในเด็ก ไม่ใช่เรื่องที่มองข้ามได้สำหรับคุณพ่อคุณแม่ยุคใหม่ หากลูกน้อยมีอาการไอนานเกิน 4 สัปดาห์ มีอาการไอติดต่อกันทั้งวันแม้กระทั่งในเวลานอนหลับ แนะนำให้ผู้ปกครองอย่าชะล่าใจเด็ดขาด การพาไปพบกุมารแพทย์เพื่อตรวจวินิจฉัยและหาสาเหตุที่แท้จริง จะช่วยให้เด็กได้รับการรักษาอย่างตรงจุด ป้องกันภาวะแทรกซ้อนรุนแรง



นพ. กวินทร์ วงศ์นพรัตน์เลิศ นพ. กวินทร์ วงศ์นพรัตน์เลิศ

นพ.กวินทร์ วงศ์นพรัตน์เลิศ
กุมารเวชศาสตร์,กุมารเวชศาสตร์โรคระบบการหายใจ
ศูนย์สุขภาพเด็ก

นัดหมายแพทย์

ปรึกษาปัญหาสุขภาพ
ไม่เสียค่าใช้จ่าย





Share :

สินค้าในตระกร้าไม่ถูกต้องตามเงื่อนไข, กรุณาตรวจสอบจำนวน
จัดการตระกร้าสินค้า
ตกลง

เมื่อคลิก “อนุญาตคุกกี้ทั้งหมด” หมายความว่าผู้ใช้งานยอมรับที่จะเปิดการใช้งานคุกกี้เพื่อวัตถุประสงค์ต่าง ๆ ดังต่อไปนี้ เพื่อให้เว็บไซต์สามารถทำงานได้อย่างถูกต้องและเต็มประสิทธิภาพ เพื่อเปิดใช้คุณสมบัติของโซเชียลมีเดีย และเพื่อวิเคราะห์การเข้าใช้งานเพื่อนำข้อมูลไปใช้ในการทำการตลาดและการโฆษณา รวมถึงการแบ่งปันข้อมูลการใช้งานกับพาร์ทเนอร์โซเชียลมีเดีย