ผ่าตัดหัวเข่า ทางเลือกใหม่ของผู้ปวดเข่าเรื้อรัง

ศูนย์ : ศูนย์กระดูกและข้อ

บทความโดย : นพ. นิธิวุฒิ ปิ่นสิรานนท์

ผ่าตัดหัวเข่า เพื่อการเคลื่อนไหวอิสระอีกครั้ง

การผ่าตัดหัวเข่าเป็นทางเลือกที่มีประสิทธิภาพสำหรับผู้ป่วยที่มีอาการปวดเข่าเรื้อรัง หรือข้อเข่าเสื่อมในระยะรุนแรงที่ไม่สามารถรักษาด้วยวิธีอื่นได้ โดยในปัจจุบันมีทั้งการผ่าตัดเปลี่ยนข้อเข่าเทียมทั้งหมด (TKA) และบางส่วน (UKA) ซึ่งมีการนำเทคนิคระงับปวดมาใช้เพื่อให้ผู้ป่วยฟื้นตัวไวและกลับไปใช้ชีวิตได้ปกติรวดเร็วขึ้น

อาการปวดเข่าเรื้อรังไม่เพียงส่งผลต่อการเคลื่อนไหว แต่ยังลดคุณภาพชีวิตของผู้ป่วยในระยะยาว ทั้งจากโรคข้อเข่าเสื่อม การบาดเจ็บสะสม หรือภาวะเสื่อมตามอายุ แม้การรักษาด้วยยา การทำกายภาพบำบัด และการปรับพฤติกรรมจะช่วยบรรเทาอาการได้ในระยะแรก แต่สำหรับบางราย การผ่าตัดหัวเข่าอาจเป็นทางเลือกที่มีประสิทธิภาพมากกว่าในระยะยาว ปัจจุบันการผ่าตัดหัวเข่าไม่ใช่เรื่องน่ากังวลอีกต่อไป โดยเฉพาะการนำเทคนิคระงับปวดมาใช้ร่วมกับการผ่าตัด เพื่อช่วยคลายความวิตกเรื่องอาการปวดหลังผ่าตัดและสามารถกลับมาใช้ชีวิตได้อย่างคล่องตัวได้รวดเร็วมากขึ้น

สารบัญ


‘หัวเข่า’ กับโครงสร้างภายในที่สำคัญ


ศึกษาโครงสร้างข้อเข่า เพื่อให้เข้าใจการผ่าเข่ามากขึ้น ศึกษาโครงสร้างข้อเข่า เพื่อให้เข้าใจการผ่าเข่ามากขึ้น

ข้อเข่า ประกอบด้วยกระดูกสำคัญ 3 ส่วน ได้แก่ กระดูกต้นขา กระดูกหน้าแข้ง และกระดูกสะบ้า ยึดประสานกันด้วยเส้นเอ็น ซึ่งนับว่าเป็นส่วนสำคัญที่ทำให้ข้อเข่าแข็งแรง โดยมีกระดูกอ่อนที่เรียบและลื่นทำหน้าที่คลุมผิวสัมผัสเพื่อรับแรงกระแทกที่เกิดขึ้นขณะมีการเคลื่อนไหวข้อ และทำให้รูปร่างกระดูกพอดีกัน รวมถึงช่วยให้ข้อมั่นคง นอกจากนี้ ภายในข้อเข่ายังมีน้ำหล่อเลี้ยงที่ช่วยในการหล่อลื่นและถ่ายน้ำหนักอีกด้วย หากกระดูกอ่อนที่อยู่บริเวณข้อต่อเกิดการสึกหรอ เสื่อม หรือบางลง ข้อต่อจะเกิดการเสียดสีกันโดยตรง ทำให้เกิดอาการเจ็บ ปวด บวม ขยับได้ลำบาก จนเกิดเป็นภาวะข้อเข่าเสื่อม

> กลับสารบัญ


สาเหตุของอาการปวดและการผ่าตัดหัวเข่า

อาการปวดเข่าที่รุนแรงจนถึงขั้นต้องได้รับการผ่าเข่า มักเป็นผลมาจากความเสียหายของโครงสร้างภายในข้อเข่าที่ไม่สามารถรักษาด้วยวิธีการอื่นได้แล้ว โดยสาเหตุหลัก มีดังนี้

  • โรคข้อเข่าเสื่อม (Osteoarthritis) เป็นสาเหตุที่พบบ่อยที่สุด ซึ่งนำไปสู่การผ่าตัดข้อเข่าเสื่อมเพื่อเปลี่ยนข้อเข่าเทียม มักเกิดจากการสึกหรอของกระดูกอ่อนผิวข้อ เมื่อกระดูกอ่อนที่ทำหน้าที่เป็นเบาะรองรับและลดแรงเสียดทานสึกหรอลง กระดูกจะเสียดสีกันโดยตรง ทำให้เกิดอาการปวด บวม ข้อฝืดขัด มีเสียงดังในข้อขณะเคลื่อนไหว โดยสาเหตุของโรคนี้มาจากอายุที่มากขึ้น น้ำหนักตัวมากเกินไป รวมถึงการใช้งานข้อเข่าผิดลักษณะ หรือมากเกินไป
  • กระดูกเข่าแตก หรือกระดูกหักบริเวณข้อเข่า (Knee Fractures) มักเกิดจากอุบัติเหตุที่ส่งผลให้กระดูกเข่าแตก หรือหักอย่างรุนแรง จึงจำเป็นต้องได้รับการผ่าตัด เพื่อจัดตำแหน่งกระดูกและยึดตรึงให้เข้าที่ เพื่อให้ข้อเข่ากลับมาใช้งานได้ตามปกติ หากปล่อยไว้ หรือรักษาไม่เหมาะสม อาจนำไปสู่ภาวะข้อเข่าผิดรูป หรือเกิดโรคข้อเข่าเสื่อมตามมา
  • การบาดเจ็บรุนแรงของข้อเข่า ในบางกรณี การบาดเจ็บเฉียบพลันที่รุนแรงอาจทำให้โครงสร้างสำคัญภายในข้อเข่าเสียหายอย่างถาวร จนต้องได้รับการผ่าเข่าเพื่อฟื้นฟูการทำงานของข้อเข่า เช่น เอ็นไขว้หน้า เส้นเอ็นอักเสบ หรือเอ็นอื่นและหมอนรองกระดูกฉีกขาดอย่างรุนแรง
  • โรคข้ออักเสบชนิดอื่น นอกจากข้อเข่าเสื่อมแล้ว โรคข้ออักเสบอื่น ๆ บางชนิดก็สามารถทำลายข้อเข่าอย่างรุนแรงจนต้องรับการผ่าตัดได้ เช่น โรคข้ออักเสบรูมาตอยด์ โรคเกาต์ การติดเชื้อในข้อเข่า เป็นต้น

> กลับสารบัญ


ข้อเข่าเสื่อมรักษาหายไหม ต้องผ่าตัดทุกคนหรือไม่ ?

หลายคนมักสงสัยว่าข้อเข่าเสื่อมจะรักษาหายไหม ? ในทางการแพทย์ ภาวะนี้เป็นการเสื่อมสภาพของกระดูกอ่อนตามกาลเวลาซึ่งไม่สามารถกลับมาเป็นกระดูกอ่อนที่สมบูรณ์เหมือนวัยหนุ่มสาวได้ แต่สามารถรักษาให้หายจากความเจ็บปวดและกลับไปใช้ชีวิตได้อย่างเป็นอิสระอีกครั้ง โดยแนวทางการรักษาจะแบ่งตามความรุนแรงของอาการ ดังนี้

ระยะเริ่มต้นถึงปานกลาง

เป็นช่วงที่กระดูกอ่อนเริ่มบางลงเล็กน้อย มีอาการปวดเมื่อเคลื่อนไหวหนัก หรือเริ่มมีอาการข้อเข่าติดขัดในตอนเช้า แพทย์จะเน้นการรักษาเพื่อประคับประคองและชะลอความเสื่อมโดยไม่ผ่าตัด เช่น การทานยา, ทำกายภาพบำบัด, การฉีดน้ำเลี้ยงข้อ (Hyaluronic Acid) หรือการฉีดเกล็ดเลือดเข้มข้น (PRP) รวมถึงการลดน้ำหนัก


ระยะรุนแรง

เมื่อการรักษาแบบประคับประคองทุกวิธีข้างต้นไม่ได้ผล และผู้ป่วยยังคงปวดเข่าอย่างต่อเนื่องแม้ขณะพักผ่อน หรือเข่าเริ่มผิดรูป การผ่าตัดเข่าจะกลายเป็นทางเลือกที่ให้ผลลัพธ์ดีที่สุด โดยเป้าหมายการผ่าตัดคือการตัดส่วนที่ปวดออกและจัดแนวแกนขาให้ตรง เพื่อให้ผู้ป่วยกลับมาเดินลงน้ำหนักได้เต็มเท้าและมีคุณภาพชีวิตที่ดีขึ้น

> กลับสารบัญ


ปรึกษาแพทย์ออนไลน์

วิธีการตรวจข้อเข่าก่อนผ่าตัดหัวเข่า

ก่อนการผ่าตัดหัวเข่า ผู้ป่วยจะต้องได้รับการตรวจประเมินอย่างละเอียดถี่ถ้วน เพื่อให้แน่ใจว่าร่างกายมีความพร้อมและเหมาะสมสำหรับการผ่าตัดมากที่สุด รวมถึงวางแผนการผ่าตัดเข่าเสื่อมให้มีประสิทธิภาพสูงสุด โดยมีวิธีการตรวจ ดังนี้

  1. การซักประวัติอย่างละเอียด ประวัติคนในครอบครัว ประวัติการบาดเจ็บข้อเข่า
  2. การตรวจร่างกายประเมินข้อเข่า เช่น ตรวจดูว่าสามารถเหยียดและงอเข่าได้มากน้อยเพียงใด มีข้อจำกัดในการเคลื่อนไหวหรือไม่ ร่วมกับการประเมินความแข็งแรงของกล้ามเนื้อ เป็นต้น
  3. การเอกซเรย์ข้อเข่า หากมีภาวะข้อเข่าเสื่อม ฟิล์มที่ปรากฏจะมองเห็นช่องว่างแคบ ๆ ระหว่างข้อเข่าด้านบนและข้อเข่าด้านล่าง แสดงให้เห็นว่ามีการสึกหรอของกระดูกอ่อน และอาจมีการตรวจว่ามีกระดูกงอก มีการผิดรูปของข้อเข่าหรือไม่
  4. การเอกซเรย์ปอด เพื่อประเมินสภาพปอดและหัวใจก่อนการดมยาสลบ
  5. ตรวจคลื่นไฟฟ้าหัวใจ เพื่อประเมินการทำงานของหัวใจ
  6. การตรวจด้วยคลื่นแม่เหล็กไฟฟ้า (MRI Scan) อาจพิจารณาตรวจ MRI ในกรณีที่ไม่แน่ใจในการวินิจฉัย หรือต้องการดูรายละเอียดของเนื้อเยื่ออ่อน เช่น หมอนรองกระดูก ดูว่าเส้นเอ็นไขว้หน้าขาดหรือไม่ หรือตรวจเพื่อกระดูกอ่อนผิวข้อที่การ X-ray ไม่สามารถมองเห็นได้ชัดเจน

> กลับสารบัญ


การผ่าตัดหัวเข่า 2 รูปแบบ พร้อมเทคนิคระงับปวด


เปรียบเทียบการผ่าตัดเข่าเสื่อม เปลี่ยนข้อเข่า เปรียบเทียบการผ่าตัดเข่าเสื่อม เปลี่ยนข้อเข่า

การผ่าตัดหัวเข่าที่พบบ่อยที่สุดคือการผ่าตัดเปลี่ยนข้อเข่าเทียม ซึ่งแบ่งออกเป็น 2 ประเภทหลัก ดังนี้


หัวข้อเปรียบเทียบ การผ่าตัดเปลี่ยนข้อเข่าทั้งหมด (TKA) การผ่าตัดเปลี่ยนข้อเข่าบางส่วน (UKA)
พื้นที่การผ่าตัด เปลี่ยนผิวข้อใหม่ทั้งหมดทุกส่วน เปลี่ยนเฉพาะส่วนที่เสียหาย
เหมาะสำหรับ ผู้ที่เข่าเสื่อมรุนแรงทุกจุด ผู้ที่เสื่อมเพียงด้านเดียว
แผลผ่าตัด ประมาณ 10-15 ซม. ประมาณ 6-8 ซม.
การฟื้นตัว ใช้เวลาพักฟื้นนานกว่าเล็กน้อย ฟื้นตัวไว เสียเลือดน้อยกว่า

การผ่าตัดเปลี่ยนข้อเข่าเทียมทั้งหมด (Total Knee Arthroplasty - TKA)

การผ่าตัดเปลี่ยนข้อเข่าเทียมทั้งหมด เป็นการผ่าตัดที่มีประสิทธิภาพในการรักษาอาการปวดเข่าอย่างรุนแรงและมีข้อจำกัดในการเคลื่อนไหวที่เกิดจากภาวะข้อเข่าเสื่อม หรือโรคข้ออักเสบ โดยเป็นวิธีการรักษาภาวะข้อเข่าเสื่อมในระยะปานกลางถึงระยะรุนแรง ซึ่งเป็นที่ยอมรับว่าเป็นวิธีสากลที่ให้ผลการรักษาดีที่สุด ทำให้หายปวดเข่า ข้อเข่ากลับมาเคลื่อนไหวได้ดีดังเดิม

ขั้นตอนและวัสดุที่ใช้
  • การเตรียมผิวข้อ โดยแพทย์จะนำผิวข้อเข่าส่วนที่เสื่อมสภาพหรือเสียหายออกทั้งหมด ทั้งส่วนปลายกระดูกต้นขา (Femur) ส่วนบนของกระดูกหน้าแข้ง (Tibia) และอาจรวมถึงผิวด้านหลังของกระดูกสะบ้า (Patella) ในกรณีที่เสียหายมาก
  • การทดแทนด้วยวัสดุคุณภาพสูง โดยใส่ข้อเข่าเทียมที่ผลิตจากโลหะผสม เช่น โคบอลต์-โครเมียม หรือไทเทเนียมและพลาสติกโพลีเอทิลีน ที่มีความหนาแน่นสูงเข้าไปแทนที่

การผ่าตัดเปลี่ยนข้อเข่าเทียมบางส่วน (Unicompartmental Knee Arthroplasty - UKA)

การผ่าตัดเปลี่ยนข้อเข่าเทียมบางส่วน เป็นการผ่าตัดเปลี่ยนเฉพาะส่วนของข้อเข่าที่เสื่อมเท่านั้น มักทำในกรณีที่ข้อเข่าเสื่อมเพียงด้านใดด้านหนึ่ง เช่น ด้านใน หรือด้านนอก เหมาะสำหรับผู้ป่วยที่ข้อเข่าเสื่อมไม่รุนแรงมากและยังเหลือกระดูกอ่อนที่ดีในส่วนอื่น

ทั้งนี้ เพื่อให้ผู้ป่วยไม่ต้องกังวลกับอาการปวดหลังผ่าตัด แพทย์จะใช้เทคนิคการระงับปวดโดยการฉีดยาชาบริเวณรอบเส้นประสาทส่วนปลาย (Peripheral Nerve Block) ซึ่งช่วยบรรเทาอาการปวดได้ดี ลดความจำเป็นในการใช้ยาแก้ปวด ทำให้สามารถเริ่มทำกายภาพบำบัดและเคลื่อนไหวได้เร็วขึ้น ลดระยะเวลาการนอนโรงพยาบาล ฟื้นตัวระยะสั้น ช่วยให้ผู้ป่วยสามารถกลับบ้านได้เร็วและกลับไปใช้ชีวิตประจำวันตามปกติได้ไวขึ้น

> กลับสารบัญ


ใครบ้างที่ควรเข้ารับการผ่าตัดเข่าเสื่อม ?

การตัดสินใจเข้ารับการผ่าตัดหัวเข่า ไม่ว่าจะเป็นการผ่าตัดเปลี่ยนข้อเข่าเทียมบางส่วน หรือทั้งหมด เป็นการตัดสินใจที่สำคัญซึ่งต้องพิจารณาอย่างรอบคอบร่วมกันระหว่างผู้ป่วยและแพทย์ โดยทั่วไปแล้ว ผู้ที่ควรเข้ารับการผ่าตัดเข่ามักจะมีลักษณะ หรืออาการ ดังต่อไปนี้

  • ผู้ที่มีภาวะข้อเข่าเสื่อมที่มีการสึกหรอและเสื่อมสภาพ ซึ่งเห็นได้ชัดเจนจากภาพถ่ายรังสี
  • ผู้ที่มีอาการปวด บวม ตึงข้อเข่า ปวดเข่ารุนแรงและเรื้อรัง ซึ่งส่งผลต่อการทำกิจกรรมในชีวิตประจำวัน
  • ผู้ที่ได้รับการรักษาด้วยวิธีอื่นแล้วไม่ได้ผล เช่น การรับประทานยาแก้ปวด ยารักษาเข่าเสื่อม ยาต้านการอักเสบ การฉีดน้ำเลี้ยงข้อ การทำกายภาพบำบัด หรือการปรับเปลี่ยนพฤติกรรมแล้ว แต่ยังไม่หายปวดเข่า
  • ผู้ที่มีข้อจำกัดในการเคลื่อนไหวอย่างมาก ไม่สามารถเหยียด หรือพับเข่าได้เต็มที่ ทำให้เดินลำบาก ไม่สามารถทำกิจกรรมปกติได้ ข้อเข่ามีอาการติดขัด ล็อก หรือมีเสียงผิดปกติขณะเคลื่อนไหว
  • มีการบาดเจ็บรุนแรง ทำให้โครงสร้างข้อเข่าเสียหายถาวร

> กลับสารบัญ


การเตรียมตัวก่อนผ่าตัดหัวเข่า

การเตรียมตัวที่ดีก่อนเข้ารับการผ่าตัดหัวเข่ามีความสำคัญอย่างยิ่งต่อความสำเร็จของการผ่าตัดและการฟื้นตัวที่รวดเร็ว เพื่อให้การผ่าตัดเป็นไปอย่างราบรื่น ลดความเสี่ยงจากภาวะแทรกซ้อน ผู้ป่วยควรเตรียมพร้อมดังนี้

  • รับประทานอาหารที่มีประโยชน์ครบ 5 หมู่ และดื่มน้ำสะอาด 6-8 แก้วต่อวัน
  • ควบคุมน้ำหนักตัวให้เหมาะสม เพื่อลดภาระของข้อเข่าและช่วยให้การฟื้นตัวง่ายขึ้น
  • บริหารกล้ามเนื้อทุกส่วนให้แข็งแรง โดยเฉพาะกล้ามเนื้อต้นขา ซึ่งจะช่วยพยุงข้อเข่าและทำให้การฟื้นตัวหลังผ่าตัดดีขึ้น
  • เลือกออกกำลังกายที่เหมาะสมกับสภาพร่างกาย เช่น การเดิน เดินเร็ว ว่ายน้ำ หรือขี่จักรยาน
  • ฝึกบริหารปอดด้วยการหายใจเข้าลึก ๆ ยาว ๆ บ่อย ๆ เพื่อเตรียมพร้อมสำหรับการดมยาสลบ
  • ตรวจเช็กร่างกาย หากมีแผล มีการติดเชื้อที่ผิวหนัง หรืออาการปวดแสบขัดขณะปัสสาวะ ซึ่งอาจเป็นสัญญาณของทางเดินปัสสาวะอักเสบ ควรรีบพบแพทย์เพื่อรักษาให้หายดีก่อนการผ่าตัด เพื่อป้องกันการแพร่กระจายเชื้อไปสู่ข้อเข่าเทียม
  • ดูแลสุขภาพช่องปาก ควรทำฟัน อุดฟัน หรือขูดหินปูนให้เรียบร้อยก่อนผ่าตัด เพื่อลดความเสี่ยงของการติดเชื้อจากช่องปาก
  • งดสูบบุหรี่ อย่างน้อย 6 สัปดาห์ก่อนผ่าตัด
  • งดยาที่มีผลต่อการแข็งตัวของเลือด เช่น ยาแอสไพริน อย่างน้อย 7 วันก่อนผ่าตัด หรือตามคำแนะนำของแพทย์อย่างเคร่งครัด เพื่อป้องกันภาวะเลือดออกมากผิดปกติระหว่างและหลังผ่าตั
  • ทำจิตใจให้สงบและผ่อนคลาย ความวิตกกังวลสามารถส่งผลต่อการฟื้นตัวได้
  • จัดหาผู้ดูแลเพื่อช่วยเหลือในกิจวัตรประจำวันในช่วงหลังผ่าตัดเป็นเวลาอย่างน้อย 2 สัปดาห์ หรือตามความเหมาะสมกับสภาพของผู้ป่วย

> กลับสารบัญ


หลังผ่าตัดหัวเข่าต้องพักฟื้นตัวนานแค่ไหน มีอะไรที่ควรระวังบ้าง ?


การดูแลและข้อควรระวังหลังผ่าตัดหัวเข่า การดูแลและข้อควรระวังหลังผ่าตัดหัวเข่า

หลังจากผ่าตัดหัวเข่า ระยะเวลาในการพักฟื้นและการดูแลตัวเองเป็นสิ่งสำคัญมากเพื่อให้ผลการรักษาออกมาดีที่สุด โดยทั่วไปแล้ว ระยะเวลาพักฟื้นจะแตกต่างกันไปในแต่ละบุคคล ขึ้นอยู่กับประเภทของการผ่าตัด สภาพร่างกายของผู้ป่วย และความมุ่งมั่นในการทำกายภาพบำบัด ดังนี้


ระยะเวลา ขั้นตอนและการฟื้นตัว
ก่อนผ่าตัด 1 วัน แอดมิทที่โรงพยาบาลเพื่อเตรียมความพร้อมร่างกาย
วันผ่าตัด ใช้เวลาผ่าตัดประมาณ 1.5 - 2 ชั่วโมง ขึ้นอยู่กับความซับซ้อน
วันที่ 1 - 2 หลังผ่าตัด แพทย์และนักกายภาพบำบัดจะเริ่มให้ฝึกยืน และฝึกเดินโดยใช้อุปกรณ์ช่วยเดิน โดยเริ่มให้ลงน้ำหนักตามความเหมาะสม
วันที่ 3 - 5 หลังผ่าตัด ฝึกทำกายภาพบำบัดต่อเนื่องจนร่างกายพร้อมและสามารถกลับไปพักฟื้นต่อที่บ้านได้
2 สัปดาห์แรก เข้าสู่ระยะตัดไหม แผลเริ่มแห้งสนิท ในระยะนี้ยังต้องการผู้ดูแลอย่างใกล้ชิดเพื่อป้องกันการหกล้ม
6 สัปดาห์ - 3 เดือน กล้ามเนื้อรอบเข่าแข็งแรงขึ้น เริ่มเดินได้คล่องตัวโดยอาจไม่ต้องใช้ไม้เท้า เพิ่มพิสัยการงอ-เหยียดเข่า
3 - 6 เดือนขึ้นไป ข้อเข่าเริ่มมีความมั่นคง สามารถกลับไปใช้ชีวิตได้ใกล้เคียงปกติ ทำกิจกรรมที่มีแรงกระแทกต่ำได้ เช่น ว่ายน้ำ ปั่นจักรยาน

ข้อควรระวังและสัญญาณเตือนที่ต้องรีบพบแพทย์

แม้ว่าการผ่าตัดเข่าในปัจจุบันจะมีภาวะแทรกซ้อนต่ำมาก แต่ผู้ป่วยและญาติควรหมั่นสังเกตอาการผิดปกติ หากพบอาการดังต่อไปนี้ ควรรีบติดต่อแพทย์ทันทีโดยไม่ต้องรอให้ถึงวันนัด

  • อาการทางแผลผ่าตัด มีเลือด หนอง หรือน้ำเหลืองซึมออกจากแผล แผลมีอาการบวม แดง หรือรู้สึกร้อนผิดปกติ
  • อาการปวดผิดปกติ ปวดเข่าอย่างรุนแรงจนยาแก้ปวดที่แพทย์จัดให้ไม่สามารถบรรเทาอาการได้
  • สัญญาณการติดเชื้อ มีไข้สูง หนาวสั่น หรือรู้สึกครั่นเนื้อครั่นตัวผิดปกติ
  • ความผิดปกติของขา มีอาการบวมที่น่อง หรือเท้าอย่างรุนแรง ซึ่งอาจเป็นสัญญาณของลิ่มเลือดอุดตันในหลอดเลือดดำ
  • การเคลื่อนไหว ข้อเข่าติดขัดกะทันหัน หรือมีเสียงผิดปกติพร้อมกับอาการเจ็บปวดอย่างรุนแรง

โดยในช่วง 3 เดือนแรก ควรหลีกเลี่ยงการขึ้น-ลงบันไดบ่อยเกินความจำเป็น และควรจัดสภาพแวดล้อมในบ้านให้ปลอดภัย เช่น การใช้พรมกันลื่นในห้องน้ำ การจัดวางสิ่งของให้หยิบจับง่ายเพื่อลดความเสี่ยงในการอุบัติเหตุ

> กลับสารบัญ


อายุการใช้งานของข้อเข่าเทียมและข้อควรระวังระยะยาว

หนึ่งในคำถามที่พบบ่อยที่สุด คือการผ่าตัดเปลี่ยนข้อเข่าเทียมจะอยู่ได้นานแค่ไหน ? ปัจจุบันด้วยเทคโนโลยีวัสดุศาสตร์ที่ก้าวหน้าไปมาก ทำให้ข้อเข่าเทียมมีอายุการใช้งานเฉลี่ยอยู่ที่ 15-20 ปี หรืออาจนานกว่านั้นหากได้รับการดูแลที่เหมาะสม อย่างไรก็ตาม อายุการใช้งานของข้อเทียมขึ้นอยู่กับปัจจัยหลายประการ


ปัจจัยที่อาจทำให้อายุการใช้งานข้อเข่าเทียมสั้นลง

  • กิจกรรมที่มีแรงกระแทกสูง การใช้งานที่หนักเกินไปจะทำให้พลาสติกที่เป็นหมอนรองกระดูกเทียมสึกหรอเร็วขึ้น
  • น้ำหนักตัว โดยผู้ที่มีดัชนีมวลกาย (BMI) สูงเกินเกณฑ์ จะทำให้ข้อเข่าเทียมต้องรับภาระหนักตลอดเวลา
  • การติดเชื้อ หากมีการติดเชื้อในกระแสเลือดและลามไปยังข้อเข่า อาจทำให้ข้อเข่าเทียมหลวมและจำเป็นต้องผ่าตัดแก้ไข
  • ช่วงอายุของผู้ป่วย ผู้ป่วยที่ผ่าตัดตั้งแต่อายุยังน้อยมักมีกิจกรรมมากกว่าผู้สูงอายุ ส่งผลให้ข้อเข่าเทียมสึกหรอเร็วกว่า

กิจกรรมที่ควรหลีกเลี่ยงเพื่อถนอมข้อเข่าเทียม

  • การกระโดด หรือการวิ่งที่มีแรงกระแทกสูง เช่น บาสเกตบอล หรือการวิ่งมาราธอน
  • การยกของหนักต่อเนื่อง ซึ่งจะเพิ่มแรงกดทับต่อวัสดุผิวสัมผัส
  • การนั่งยอง นั่งพับเพียบ หรือนั่งขัดสมาธิ จะทำให้เกิดมุมงอเข่าที่มากเกินไป ส่งผลให้ข้อเทียมสึกหรอหรือหลวมได้ง่าย
  • กีฬาที่มีการบิดหมุนเข่ากะทันหัน เช่น ฟุตบอล หรือเทนนิส

> กลับสารบัญ


ปัจจัยที่ส่งผลต่อค่าใช้จ่ายในการผ่าตัดหัวเข่า

การวางแผนงบประมาณเป็นสิ่งสำคัญสำหรับการรักษา ทั้งนี้ ค่าใช้จ่ายในการผ่าตัดหัวเข่าของผู้ป่วยแต่ละรายจะไม่เท่ากัน โดยขึ้นอยู่กับปัจจัยหลัก ดังนี้

  • ประเภทของการผ่าตัด : การผ่าตัดเปลี่ยนข้อเข่าเทียมทั้งหมด (TKA) และการผ่าตัดเปลี่ยนข้อเข่าเทียมบางส่วน (UKA) มีกระบวนการและอุปกรณ์ที่ต่างกัน ซึ่งส่งผลต่อราคาเริ่มต้น
  • วัสดุของข้อเข่าเทียม : ปัจจุบันมีตัวเลือกวัสดุหลายเกรด เช่น โลหะผสมพื้นฐาน หรือวัสดุพิเศษที่ลดการเสียดสีและรองรับการงอได้มากขึ้น ซึ่งส่งผลต่อราคาทั้งชุดอุปกรณ์
  • รูปแบบการระงับความรู้สึก : ไม่ว่าจะเป็นการดมยาสลบ หรือการฉีดยาชาเข้าทางช่องไขสันหลัง ร่วมกับการใช้เทคนิคระงับปวดเฉพาะจุด (Nerve Block) เพื่อช่วยให้คนไข้ฟื้นตัวไว
  • จำนวนวันที่พักฟื้นและประเภทห้องพัก : ระยะเวลาการนอนโรงพยาบาลปกติจะอยู่ที่ 3-5 วัน แต่อาจแตกต่างกันไปตามผู้ป่วยแต่ละราย รวมถึงระดับของห้องพักที่เลือกก็ส่งผลอย่างมากต่อราคา
  • สิทธิการรักษาและประกันสุขภาพ : ข้อจำกัดของวงเงินประกัน หรือส่วนต่างของสิทธิสวัสดิการข้าราชการ/รัฐวิสาหกิจ มีผลต่อค่าใช้จ่ายสุทธิที่ผู้ป่วยต้องชำระ

เนื่องจากสภาวะร่างกายและโรคประจำตัวของผู้ป่วยแต่ละท่านไม่เหมือนกัน แนะนำให้ผู้ป่วยเข้ารับการตรวจวินิจฉัยและปรึกษาแพทย์โดยตรง เพื่อประเมินแผนการรักษาที่เหมาะสมและรับข้อมูลสรุปค่าใช้จ่ายโดยประมาณที่แม่นยำตามความต้องการรายบุคคล

> กลับสารบัญ


ผ่าตัดหัวเข่า หมดกังวลอาการปวดข้อเข่า

การผ่าตัดหัวเข่าไม่ใช่เรื่องน่ากลัวอีกต่อไป เนื่องจากในปัจจุบันได้มีเทคโนโลยีและเทคนิคระงับปวด ช่วยให้ฟื้นตัวได้ในระยะสั้นและเจ็บน้อยลง ทั้งยังสามารถฟื้นตัวได้เร็วและเจ็บน้อยลง หากมีอาการปวดเข่า ศูนย์กระดูกและข้อ โรงพยาบาลนครธน พร้อมให้บริการ ทั้งการรักษาเบื้องต้น และการผ่าตัดเปลี่ยนข้อเข่าเสื่อม ด้วยศัลยแพทย์ออร์โธปิดิกส์ (ศัลยแพทย์กระดูกและข้อ) ที่ชำนาญการด้านผ่าตัดข้อเข่าโดยเฉพาะ ไม่ว่าจะเป็นการผ่าตัดเปลี่ยนข้อเข่าเทียมทั้งหมด หรือการผ่าตัดเปลี่ยนข้อเข่าเทียมบางส่วน มั่นใจได้ว่าจะได้รับการวินิจฉัยและการรักษาที่ทำให้สามารถกลับมามีคุณภาพชีวิตที่ดีขึ้นได้อีกครั้ง


เวลาทำการ ศูนย์กระดูกและข้อ โรงพยาบาลนครธน

  • เปิดบริการทุกวัน จันทร์-อาทิตย์ เวลา 08.00-20.00 น.

สถานที่ตั้ง

  • ศูนย์กระดูกและข้อ โรงพยาบาลนครธน ชั้น 1

ช่องทางติดต่อศูนย์กระดูกและข้อ โรงพยาบาลนครธน

> กลับสารบัญ


คำถามที่พบบ่อยเกี่ยวกับการผ่าตัดหัวเข่า (FAQ)

  • Q: หากผ่าเข่าแล้วจะสามารถขับรถเองได้เมื่อไหร่ ?

    A: โดยทั่วไปผู้ป่วยจะสามารถกลับมาขับรถได้หลังจากผ่าตัดไปแล้วประมาณ 4-6 สัปดาห์ ทั้งนี้ขึ้นอยู่กับว่าผ่าตัดข้างไหน หากเป็นข้างขวาอาจต้องรอนานกว่า รวมถึงพิจารณาถึงการควบคุมกล้ามเนื้อขาและการหยุดใช้ยาแก้ปวดที่มีฤทธิ์ง่วงซึม โดยควรปรึกษาแพทย์เพื่อประเมินความพร้อมอีกครั้ง

  • Q: หากอาการปวดเข่ากำเริบในช่วงที่รอผ่าตัด ควรจัดการอย่างไรดี ?

    A: สามารถดูแลเบื้องต้นได้ ด้วยการพักใช้งานข้อเข่าและประคบเย็นเพื่อลดอาการบวมอักเสบ แต่หากปวดมาก อาจต้องรับประทานยาแก้ปวดตามที่แพทย์แนะนำและหลีกเลี่ยงกิจกรรมที่ต้องลงน้ำหนัก หรือพับเข่ามากเกินไป เพื่อไม่ให้อาการแย่ลง

  • Q: หากหลังผ่าตัดเข่ามีอาการไข้ บวมแดง หรือแผลมีน้ำเหลือง ต้องทำอย่างไร ?

    A: หากพบอาการไข้สูง แผลบวมแดงร้อน หรือมีของเหลวไหลซึมจากแผล ควรรีบติดต่อแพทย์ทันทีโดยไม่ต้องรอให้ถึงวันนัด เนื่องจากอาจเป็นสัญญาณของการติดเชื้อ ซึ่งต้องได้รับการตรวจวินิจฉัยและรักษาอย่างเร่งด่วน

  • Q: หลังผ่าตัดเข่าเทียม จะสามารถนั่งพับเพียบ หรือนั่งยองได้หรือไม่ ?

    A: ควรหลีกเลี่ยงการนั่งยอง นั่งพับเพียบ หรือนั่งขัดสมาธิ เนื่องจากเป็นท่าที่ทำให้ข้อเข่าต้องงอในมุมที่มากเกินไป ส่งผลให้วัสดุข้อเข่าเทียมเกิดการเสียดสี สึกหรอเร็ว หรืออาจทำให้ข้อเทียมหลวมได้ง่ายในระยะยาว

  • Q: ควรผ่าตัดทั้ง 2 เข่าพร้อมกัน หรือผ่าตัดแยกทีละข้าง ดีกว่ากัน ?

    A: ขึ้นอยู่กับการประเมินของแพทย์และสภาพร่างกายของผู้ป่วย การผ่าพร้อมกันช่วยให้เจ็บตัวครั้งเดียวและฟื้นตัวพร้อมกัน แต่ต้องมีร่างกายที่แข็งแรงมาก ส่วนการแยกผ่าทีละข้างจะช่วยให้ผู้ป่วยมีขาข้างที่แข็งแรงไว้ช่วยพยุงตัวขณะฝึกเดิน ลดความเสี่ยงในผู้สูงอายุ หรือผู้ที่มีโรคประจำตัว

ปรึกษาทุกปัญหาสุขภาพแบบออนไลน์
ไม่เสียค่าใช้จ่าย


Share :

สินค้าในตระกร้าไม่ถูกต้องตามเงื่อนไข, กรุณาตรวจสอบจำนวน
จัดการตระกร้าสินค้า
ตกลง

เมื่อคลิก “อนุญาตคุกกี้ทั้งหมด” หมายความว่าผู้ใช้งานยอมรับที่จะเปิดการใช้งานคุกกี้เพื่อวัตถุประสงค์ต่าง ๆ ดังต่อไปนี้ เพื่อให้เว็บไซต์สามารถทำงานได้อย่างถูกต้องและเต็มประสิทธิภาพ เพื่อเปิดใช้คุณสมบัติของโซเชียลมีเดีย และเพื่อวิเคราะห์การเข้าใช้งานเพื่อนำข้อมูลไปใช้ในการทำการตลาดและการโฆษณา รวมถึงการแบ่งปันข้อมูลการใช้งานกับพาร์ทเนอร์โซเชียลมีเดีย