โรคตับ : สัญญาณเตือน พฤติกรรมเสี่ยง และวิธีดูแลให้ห่างไกลโรค

ศูนย์ : ศูนย์ทางเดินอาหารและตับ

บทความโดย :

เช็กด่วนพฤติกรรมเสี่ยงโรคตับ รู้แล้ว ควรเลี่ยง

โรคตับเป็นภัยเงียบที่มักไม่แสดงอาการในระยะแรก แต่สามารถลุกลามกลายเป็นโรคตับอักเสบ ตับแข็ง ไขมันพอกตับ และมะเร็งตับได้ หากเรายังคงละเลยพฤติกรรมเสี่ยง โดยเฉพาะการดื่มแอลกอฮอล์ การรับประทานอาหารที่มีไขมันสูง และการละเลยการป้องกันเชื้อไวรัสตับอักเสบ ซึ่งสิ่งสำคัญคือการหมั่นสังเกตความผิดปกติของร่างกาย พร้อมตรวจเช็กว่าค่าตับสูงเท่าไหร่อันตราย และศึกษาให้แน่ชัดว่าผู้ป่วยโรคตับห้ามกินอะไร เพื่อลดภาระการทำงานของตับ และเริ่มต้นปรับเปลี่ยนพฤติกรรม ทั้งการเลือกรับประทานอาหารที่มีประโยชน์ ออกกำลังกายสม่ำเสมอ และตรวจสุขภาพเป็นประจำ เพื่อฟื้นฟูตับให้กลับมาทำงานได้อย่างสมบูรณ์และแข็งแรงในระยะยาว

ตับ เป็นอวัยวะที่มีขนาดใหญ่ที่สุดในช่องท้อง ทำหน้าที่สำคัญหลายอย่าง ทั้งขับสารพิษ ผลิตน้ำดี และสะสมพลังงาน หากตับทำงานผิดปกติ ย่อมส่งผลกระทบต่อร่างกายทั้งระบบ ปัจจุบันมีผู้ป่วยโรคตับเพิ่มสูงขึ้นอย่างต่อเนื่อง ซึ่งส่วนใหญ่มักเกิดจากพฤติกรรมการใช้ชีวิตและการรับประทานอาหารที่ทำร้ายตับโดยไม่รู้ตัว ซึ่งหลายคนมักละเลยจนเกิดอาการรุนแรง บทความนี้จะพาคุณไปทำความรู้จักกับสัญญาณเตือนที่ควรสังเกต และพฤติกรรมเสี่ยงที่ควรหลีกเลี่ยง พร้อมทำความเข้าใจว่าค่าตับสูงเท่าไหร่อันตราย ไปจนถึงวิธีดูแลตับให้กลับมาแข็งแรง เพื่อป้องกันภาวะตับแข็งและมะเร็งตับในอนาคต


โรคตับ คืออะไร และมีกี่ชนิด ?

โรคตับ คือ ภาวะที่ความสามารถในการทำงานของตับลดลง ซึ่งส่งผลกระทบต่อกระบวนการต่าง ๆ ในร่างกาย โดยโรคตับที่พบได้บ่อย แบ่งออกเป็นชนิดหลัก ๆ ได้แก่ โรคไขมันพอกตับ, โรคตับอักเสบ ที่เกิดจากไวรัสตับอักเสบ, โรคตับแข็ง และ โรคมะเร็งตับ ซึ่งแต่ละชนิดมีสาเหตุ กลไกการเกิดโรค และความรุนแรงที่แตกต่างกันออกไป ดังนี้

ไขมันพอกตับ

ไขมันพอกตับ คือ ภาวะที่มีไขมันไปสะสมอยู่ในเซลล์ตับมากเกินปกติ (เกิน 5-10% ของน้ำหนักตับ) โดยแบ่งเป็นชนิดที่เกิดจากการดื่มแอลกอฮอล์ และชนิดที่ไม่ได้เกิดจากการดื่มแอลกอฮอล์ ซึ่งมักพบในผู้ที่มีภาวะอ้วน เบาหวาน หรือไขมันในเลือดสูง หากปล่อยไว้อาจลุกลามจนเกิดการอักเสบและกลายเป็นตับแข็งไ


ตับอักเสบ

ตับอักเสบ คือ ภาวะที่เซลล์ตับถูกทำลายจนเกิดการอักเสบ สาเหตุสำคัญประการหนึ่งคือการติดเชื้อไวรัสตับอักเสบ โดยเฉพาะสายพันธุ์บี (HBV) และ ซี (HCV) ซึ่งติดต่อผ่านทางเลือด สารคัดหลั่ง และการมีเพศสัมพันธ์ หากปล่อยให้เป็นการอักเสบเรื้อรังจะเพิ่มความเสี่ยงตับแข็งและมะเร็งตับ ทั้งนี้ โรคไวรัสตับอักเสบบี สามารถป้องกันได้ด้วยการฉีดวัคซีน


ตับแข็ง

ตับแข็ง คือ ภาวะที่ตับเกิดพังผืดสะสมอย่างต่อเนื่องจากการอักเสบเรื้อรัง จนเนื้อตับที่เคยยืดหยุ่นกลายเป็นแผลเป็นและแข็งตัว ส่งผลให้เลือดไหลเวียนผ่านตับได้ยากขึ้น การทำงานของตับลดลง และนำไปสู่ภาวะแทรกซ้อนอันตราย เช่น ท้องมาน หรือเส้นเลือดในทางเดินอาหารโป่งพอง


มะเร็งตับ

มะเร็งตับ คือ โรคที่พบได้บ่อยในคนไทย มักเป็นผลแทรกซ้อนระยะท้าย ๆ ที่พัฒนามาจากภาวะตับแข็ง ตับอักเสบเรื้อรัง หรือการได้รับสารพิษที่ปนเปื้อนในอาหาร อย่าง อะฟลาท็อกซิน (Aflatoxin)

> กลับสารบัญ


อาการโรคตับเริ่มแรกที่ไม่ควรมองข้าม

โรคตับในระยะแรกมักไม่ค่อยแสดงอาการชัดเจน เนื่องจากตับเป็นอวัยวะที่สามารถซ่อมแซมตัวเองได้ แต่หากตับเริ่มถูกทำลายไปมาก ร่างกายจะส่งสัญญาณเตือน ดังนี้

  • มีภาวะดีซ่าน : สังเกตได้จากอาการตัวเหลือง ตาเหลือง
  • ปวดชายโครงขวา : มีอาการจุกเสียด แน่น หรือปวดตื้อ ๆ บริเวณชายโครงขวา ซึ่งเป็นตำแหน่งของตับ
  • สีของปัสสาวะและอุจจาระเปลี่ยนไป : ปัสสาวะมีสีเข้มขึ้นเหมือนสีน้ำชา และอุจจาระมีสีซีดลง
  • อ่อนเพลียเรื้อรัง : รู้สึกเหนื่อยล้าผิดปกติโดยไม่มีสาเหตุ พักผ่อนแล้วไม่ดีขึ้น
  • เบื่ออาหาร คลื่นไส้ : น้ำหนักตัวลดลงอย่างรวดเร็ว
  • อาการบวม : มีอาการท้องบวมและขาบวม เนื่องจากโปรตีนในเลือดต่ำ และเกิดภาวะน้ำคั่งค้างในร่างกาย

> กลับสารบัญ


พฤติกรรมเสี่ยงโรคตับ

พฤติกรรมในชีวิตประจำวันที่อาจทำร้ายตับโดยที่คุณไม่รู้ตัว ได้แก่

  1. ดื่มเครื่องดื่มแอลกอฮอล์เป็นประจำ ซึ่งเป็นสาเหตุหลักที่ทำให้ตับทำงานหนัก ส่งผลให้ตับอักเสบ และนำไปสู่ภาวะตับแข็ง
  2. รับประทานอาหารที่มีไขมันสูงและน้ำตาลสูง ทำให้เสี่ยงต่อภาวะไขมันพอกตับ
  3. ซื้อยารับประทานเอง หรือรับประทานอาหารเสริมและสมุนไพรติดต่อกันเกินความจำเป็น ซึ่งตับต้องทำงานหนักในการขับสารเหล่านี้ออกจากร่างกาย
  4. พฤติกรรมเสี่ยงต่อการติดเชื้อไวรัสตับอักเสบ เช่น การใช้เข็มฉีดยาร่วมกัน การสักลายตามร้านที่ไม่ได้มาตรฐาน หรือการมีเพศสัมพันธ์โดยไม่ป้องกัน
  5. การนอนหลับพักผ่อนไม่เพียงพอ และมีความเครียดสะสม ส่งผลให้ภูมิคุ้มกันลดลงและระบบเผาผลาญทำงานผิดปกติ
  6. รับประทานอาหารที่เสี่ยงต่อการปนเปื้อนเชื้อรา ที่สร้างสารอะฟลาท็อกซิน เช่น ถั่วลิสงป่น พริกป่น หรือกระเทียมที่เก็บไว้นานเกินไปในที่อับชื้น

> กลับสารบัญ


ปรึกษาแพทย์ออนไลน์

โรคตับห้ามกินอะไร ?

อาหารเป็นปัจจัยสำคัญที่มีผลต่อตับโดยตรง สำหรับผู้ที่มีภาวะตับผิดปกติ หรือสงสัยว่าโรคตับห้ามกินอะไร ควรหลีกเลี่ยงหรือจำกัดอาหารดังต่อไปนี้

  • ของทอด ของมัน : อาหารที่มีไขมันอิ่มตัวและไขมันทรานส์สูง ทำให้ไขมันสะสมที่ตับเพิ่มขึ้น
  • เครื่องในสัตว์ : มีคอเลสเตอรอล กรดยูริก และธาตุเหล็กสูง ซึ่งตับที่ป่วยอาจไม่สามารถขับออกได้หมดจนเกิดการสะสมเป็นพิษ
  • อาหารสุก ๆ ดิบ ๆ : โดยเฉพาะปลาน้ำจืดดิบ หอยแครงลวก กุ้งเต้น ซึ่งอาจมีพยาธิใบไม้ในตับ หรือปนเปื้อนเชื้อแบคทีเรียที่ทำให้ตับอักเสบ
  • อาหารหมักดองและอาหารแปรรูป : มักมีโซเดียมสูงมาก ทำให้เกิดภาวะคั่งน้ำในผู้ป่วยโรคตับ
  • อาหารที่มีน้ำตาลสูง และฟรุกโตสไซรัป : ตับจะเปลี่ยนน้ำตาลส่วนเกินเป็นไขมันไปพอกที่ตับได้ง่าย
  • เครื่องดื่มแอลกอฮอล์ : เป็นสารพิษที่เข้าไปทำลายเซลล์ตับโดยตรง
  • ยาและอาหารเสริมที่เกินขนาด : หลีกเลี่ยงการรับประทานยาที่ซื้อโดยไม่ได้รับคำแนะนำจากเภสัชกร หรือสมุนไพรที่ไม่ได้รับการรับรองจากแพทย์

> กลับสารบัญ


ค่าตับสูงเท่าไหร่อันตราย ?

การเจาะเลือดเพื่อตรวจดูการทำงานของตับ เป็นวิธีคัดกรองสุขภาพตับที่แม่นยำ หลายคนมักสงสัยว่าค่าตับสูงเท่าไหร่อันตราย เราสามารถดูได้จากค่าเอนไซม์และสารต่าง ๆ ดังนี้

  • ALT (SGPT) และ AST (SGOT) : เอนไซม์ที่บอกถึงการอักเสบ หากเซลล์ตับถูกทำลาย เอนไซม์เหล่านี้จะหลุดรอดออกมาในกระแสเลือด
  • ALP (Alkaline Phosphatase) : เอนไซม์ที่บ่งชี้ความผิดปกติของท่อน้ำ
  • Bilirubin : สารที่ทำให้เกิดอาการตัวเหลือง ตาเหลือง หากตับทำงานผิดปกติจะไม่สามารถขับสารนี้ออกได้
ลักษณะพฤติกรรม โรคสมาธิสั้น (ADHD) ภาวะออทิสติก (ASD)
ค่าที่ตรวจ ค่าปกติ (โดยประมาณ) ระดับที่ควรเฝ้าระวัง / อันตราย
ALT (SGPT) 0 - 40 U/L สูงกว่า 40 U/L (ยิ่งสูง ยิ่งบ่งชี้ถึงการอักเสบมาก)
AST (SGOT) 0 - 40 U/L สูงกว่า 40 U/L
ALP 40 - 120 U/L สูงกว่า 120 U/L
Total Bilirubin 0.3 - 1.0 mg/dL สูงกว่า 1.2 mg/dL

> กลับสารบัญ


วิธีดูแลตับให้แข็งแรง ห่างไกลโรคตับ

  • ทานอาหารบำรุงตับ : เน้นโปรตีนย่อยง่าย เช่น เนื้อปลา ไข่ขาว ผักใบเขียว ผลไม้ตระกูลเบอร์รี่ และธัญพืชขัดสีน้อย ซึ่งอุดมไปด้วยสารต้านอนุมูลอิสระ
  • ออกกำลังกายอย่างสม่ำเสมอ : อย่างน้อย 150 นาทีต่อสัปดาห์ ช่วยลดปริมาณไขมันพอกตับและช่วยควบคุมน้ำหนักส่วนเกิน
  • ฉีดวัคซีนป้องกัน : แนะนำให้ผู้ที่ยังไม่มีภูมิคุ้มกัน เข้ารับการฉีดวัคซีนป้องกันไวรัสตับอักเสบเอ และ ไวรัสตับอักเสบบี
  • ตรวจสุขภาพตับประจำปี : โดยเฉพาะผู้ที่มีความเสี่ยง ควรเจาะเลือดดูค่าเอนไซม์ตับ ทำอัลตราซาวนด์ช่องท้องส่วนบน หรือตรวจไฟโบรสแกน (fibroscan) เพื่อคัดกรองความผิดปกติตั้งแต่เนิ่น ๆ

> กลับสารบัญ


ตรวจสุขภาพตับที่ศูนย์ทางเดินอาหารและตับ โรงพยาบาลนครธน

หากคุณมีอาการที่น่าสงสัย อย่าปล่อยทิ้งไว้จนสายเกินแก้ สามารถเข้ารับการตรวจสุขภาพตับและปรึกษาแพทย์ผู้เชี่ยวชาญได้ที่ ศูนย์ทางเดินอาหารและตับ โรงพยาบาลนครธน เรามีทีมแพทย์และเทคโนโลยีการตรวจวินิจฉัยที่ได้มาตรฐาน พร้อมดูแลและวางแผนการรักษาโรคตับอย่างมีประสิทธิภาพ เพื่อให้ตับของคุณกลับมาทำงานได้อย่างสมบูรณ์อีกครั้ง


เวลาทำการ ศูนย์ทางเดินอาหารและตับ โรงพยาบาลนครธน

  • เปิดบริการทุกวัน จันทร์-อาทิตย์ เวลา 08.00-20.00 น.

สถานที่ตั้ง

  • ศูนย์ทางเดินอาหารและตับ โรงพยาบาลนครธน ชั้น 10

ช่องทางติดต่อศูนย์ทางเดินอาหารและตับ โรงพยาบาลนครธน

> กลับสารบัญ


คำถามที่พบบ่อยเกี่ยวกับโรคตับ (FAQs)

  • Q: ตับฟื้นฟูตัวเองได้ไหม ใช้เวลานานแค่ไหน ?

    A: ตับเป็นอวัยวะพิเศษที่สามารถฟื้นฟูซ่อมแซมเซลล์ตัวเองได้ หากผู้ป่วยหยุดพฤติกรรมที่ทำลายตับ เช่น หยุดดื่มแอลกอฮอล์ หรือคุมน้ำตาลได้ ตับอาจใช้เวลาไม่กี่สัปดาห์ถึงหลายเดือนในการฟื้นตัว แต่หากปล่อยไว้จนเป็นตับแข็งระยะรุนแรง เนื้อเยื่อตับจะถูกแทนที่ด้วยพังผืด ซึ่งจะไม่สามารถฟื้นฟูกลับมาปกติได้ 100%

  • Q: คนผอมและไม่ดื่มแอลกอฮอล์ เป็นโรคตับได้ไหม ?

    A: เป็นได้ คนผอมก็สามารถมีภาวะไขมันพอกตับได้ ซึ่งอาจเกิดจากการรับประทานอาหารที่มีน้ำตาลหรือฟรุกโตสไซรัปมากเกินไป รวมถึงสามารถเป็นโรคตับจากการติดเชื้อไวรัสตับอักเสบ หรือการรับประทานยาและอาหารเสริมมากเกินความจำเป็นได้เช่นกัน

  • Q: ไวรัสตับอักเสบบีติดต่อทางไหน และป้องกันอย่างไร ?

    A: ติดต่อผ่านทางเลือด น้ำคัดหลั่ง การมีเพศสัมพันธ์โดยไม่ใช้ถุงยางอนามัย และการติดต่อจากแม่สู่ลูกขณะคลอด สามารถป้องกันได้อย่างมีประสิทธิภาพด้วยการฉีดวัคซีนป้องกันไวรัสตับอักเสบบี ซึ่งแนะนำให้ฉีดในเด็กแรกเกิดทุกราย หรือผู้ใหญ่ที่ตรวจพบว่ายังไม่มีภูมิคุ้มกัน

  • Q: โรคตับรักษาให้หายขาดได้หรือไม่ ?

    A: ขึ้นอยู่กับชนิดและระยะของโรคตับ เช่น ไขมันพอกตับระยะแรก หรือ ไวรัสตับอักเสบเฉียบพลัน สามารถปรับพฤติกรรมและรักษาให้หายขาดได้ แต่หากเป็นโรคตับเรื้อรัง ตับแข็ง หรือไวรัสตับอักเสบบี เรื้อรัง อาจไม่หายขาด แต่แพทย์สามารถให้ยาเพื่อควบคุมอาการ หยุดยั้งการทำลายตับ และป้องกันการเกิดมะเร็งตับได้

  • Q: ดื่มกาแฟหรือชาเขียว ดีต่อตับจริงไหม ?

    A: มีงานวิจัยหลายชิ้นระบุว่า การดื่มกาแฟดำ (ที่ไม่ใส่น้ำตาล นม หรือครีมเทียม) และชาเขียวชงสด ในปริมาณที่พอเหมาะ มีสารต้านอนุมูลอิสระที่อาจช่วยลดการอักเสบและลดความเสี่ยงการเกิดภาวะไขมันพอกตับได้ แต่ทั้งนี้ ต้องรับประทานควบคู่กับการคุมอาหารและออกกำลังกาย ไม่สามารถใช้ดื่มเพื่อทดแทนการรักษาทางการแพทย์ได้

ปรึกษาทุกปัญหาสุขภาพแบบออนไลน์
ไม่เสียค่าใช้จ่าย


Share :

สินค้าในตระกร้าไม่ถูกต้องตามเงื่อนไข, กรุณาตรวจสอบจำนวน
จัดการตระกร้าสินค้า
ตกลง

เมื่อคลิก “อนุญาตคุกกี้ทั้งหมด” หมายความว่าผู้ใช้งานยอมรับที่จะเปิดการใช้งานคุกกี้เพื่อวัตถุประสงค์ต่าง ๆ ดังต่อไปนี้ เพื่อให้เว็บไซต์สามารถทำงานได้อย่างถูกต้องและเต็มประสิทธิภาพ เพื่อเปิดใช้คุณสมบัติของโซเชียลมีเดีย และเพื่อวิเคราะห์การเข้าใช้งานเพื่อนำข้อมูลไปใช้ในการทำการตลาดและการโฆษณา รวมถึงการแบ่งปันข้อมูลการใช้งานกับพาร์ทเนอร์โซเชียลมีเดีย