หลอดเลือดหัวใจตีบ แม้เป็นโรคที่อันตราย แต่รักษาได้
ศูนย์ : ศูนย์หัวใจ
บทความโดย : นพ. ธิปกร ผังเมืองดี
โรคหลอดเลือดหัวใจตีบ หรือ เส้นเลือดหัวใจตีบ เป็นภาวะอันตรายที่ส่งผลต่อระบบการทำงานของหัวใจโดยตรง การหมั่นสังเกตอาการที่แสดงออกมาอย่างสม่ำเสมอจะช่วยให้ได้รับการวินิจฉัยและเข้าสู่กระบวนการรักษาหลอดเลือดหัวใจตีบได้อย่างรวดเร็ว ซึ่งการดูแลโดยทีมแพทย์ผู้ชำนาญการและเทคโนโลยีที่ทันสมัยจะช่วยเพิ่มประสิทธิภาพความปลอดภัยและใช้ระยะเวลาพักฟื้นน้อยลง ทั้งยังช่วยให้สามารถกลับไปดำเนินชีวิตได้ตามปกติอีกครั้ง ทั้งนี้ผลลัพธ์ของการรักษาจะขึ้นอยู่กับสภาพร่างกายและปัจจัยเฉพาะบุคคล
อาการเจ็บหน้าอก แน่นหน้าอก บริเวณอกข้างซ้ายหรือกลางอก เหมือนมีคนมากดทับ ถือเป็นอาการหลักของโรคหลอดเลือดหัวใจตีบ บางรายที่มีอาการรุนแรงอาจถึงขั้นหมดสติ หรือหัวใจหยุดเต้นเฉียบพลัน หากมีอาการเหล่านี้ควรรีบเข้ามาพบแพทย์เพื่อทำการตรวจและรักษาโดยด่วน ปัจจุบันการรักษาโรคหลอดเลือดหัวใจตีบสามารถทำได้หลายวิธี อีกทั้งเครื่องมือและเทคโนโลยีทางการแพทย์ในปัจจุบัน ยังทำให้สามารถประเมินแนวทางการรักษาได้อย่างเหมาะสม ทั้งแบบไม่ต้องผ่าตัดและแบบผ่าตัด โรคหลอดเลือดหัวใจตีบแม้เป็นโรคที่อันตราย แต่รักษาได้ เพียงรู้เท่าทันและเข้ารับการวินิจฉัยอย่างทันท่วงที
สารบัญ
- โรคหลอดเลือดหัวใจตีบคืออะไร ?
- สาเหตุและปัจจัยเสี่ยงของโรคหลอดเลือดหัวใจตีบ
- อาการโรคหลอดเลือดหัวใจตีบที่ต้องสังเกต
- หลอดเลือดหัวใจตีบตรวจได้ด้วยวิธีใดบ้าง ?
- วิธีรักษาหลอดเลือดหัวใจตีบ
- การเตรียมตัวรักษาหลอดเลือดหัวใจตีบกับทีมแพทย์ผู้ชำนาญการ
- เทคโนโลยีไบเพลน (Biplane DSA) เพื่อการวินิจฉัยและรักษาหลอดเลือดหัวใจตีบ
- คำถามที่พบบ่อยเกี่ยวกับโรคหลอดเลือดหัวใจตีบ (FAQs)
- ปรึกษาทุกปัญหาสุขภาพแบบออนไลน์ ไม่เสียค่าใช้จ่าย
โรคหลอดเลือดหัวใจตีบคืออะไร ?
โรคหลอดเลือดหัวใจตีบ หรือในอีกชื่อหนึ่งคือเส้นเลือดหัวใจตีบ เป็นภาวะที่หลอดเลือดแดงซึ่งทำหน้าที่หล่อเลี้ยงกล้ามเนื้อหัวใจเกิดการตีบแคบหรืออุดตัน ส่งผลให้เลือดไม่สามารถนำออกซิเจนไปเลี้ยงกล้ามเนื้อหัวใจได้เพียงพอ ทำให้เกิดภาวะกล้ามเนื้อหัวใจขาดเลือด ซึ่งหากปล่อยไว้อาจนำไปสู่ภาวะกล้ามเนื้อหัวใจตายเฉียบพลันและเป็นอันตรายถึงชีวิตได้
สาเหตุและปัจจัยเสี่ยงของโรคหลอดเลือดหัวใจตีบ
สาเหตุหลักของโรคหลอดเลือดหัวใจตีบ เกิดจากการสะสมของคราบไขมัน คอเลสเตอรอล และหินปูน บริเวณผนังหลอดเลือดด้านใน ทำให้ผนังหลอดเลือดหนาตัวและรูหลอดเลือดแคบลง โดยปัจจัยเสี่ยงที่กระตุ้นให้เกิดโรคนี้ แบ่งออกเป็น 2 กลุ่ม ได้แก่
- ปัจจัยที่ควบคุมไม่ได้ : พันธุกรรม อายุที่เพิ่มมากขึ้น และเพศ
- ปัจจัยที่ควบคุมได้ : ภาวะไขมันในเลือดสูง โรคเบาหวาน โรคความดันโลหิตสูง การสูบบุหรี่จัด ภาวะโรคอ้วน และการขาดการออกกำลังกาย
อาการโรคหลอดเลือดหัวใจตีบที่ต้องสังเกต
โรคหลอดเลือดหัวใจตีบอาการเบื้องต้นเป็นสิ่งที่ต้องหมั่นสังเกตให้ดี เพราะโรคนี้เปรียบเสมือนภัยเงียบที่กว่าจะรู้ตัวก็อาจมีอาการรุนแรงไปแล้ว ดังนั้นการรู้ถึงอาการเบื้องต้นจึงเป็นสิ่งสำคัญ สำหรับอาการที่พบบ่อย ได้แก่
- เจ็บหน้าอก แน่นหน้าอกบริเวณจุกลิ้นปี่ คล้ายมีของหนักมากดทับ
- อาการปวดร้าวไปที่ไหล่ซ้าย แขนซ้าย คอ หรือกราม
- เหนื่อยง่ายผิดปกติ โดยเฉพาะเวลาออกแรง หรือทำกิจกรรมที่เคยทำได้ตามปกติ
- หายใจไม่อิ่ม จุกคอหอย
- วิงเวียนศีรษะ หน้ามืด เหงื่อออกมาก มือเท้าเย็น คลื่นไส้
- ในกรณีรุนแรงอาจมีอาการวูบ หมดสติ หรือหัวใจหยุดเต้น
โรคหลอดเลือดหัวใจตีบตรวจได้ด้วยวิธีใดบ้าง ?
เมื่อผู้ป่วยมาพบแพทย์ด้วยอาการต้องสงสัย แพทย์จะทำการซักประวัติ ตรวจร่างกาย และเลือกวิธีตรวจวินิจฉัยที่เหมาะสม เช่น
- การตรวจคลื่นไฟฟ้าหัวใจ (Electrocardiogram: EKG) เป็นการตรวจความสมบูรณ์ของคลื่นไฟฟ้าที่เกิดขึ้นในกล้ามเนื้อหัวใจ เพื่อตรวจสอบอัตราและจังหวะการเต้นของหัวใจว่ามีความผิดปกติเบื้องต้นหรือไม่
- การตรวจสมรรถภาพหัวใจขณะออกกำลังกาย (Exercise Stress Test: EST) ใช้ตรวจหาความผิดปกติของระบบหัวใจและหลอดเลือดที่อาจตรวจไม่พบในขณะร่างกายพักผ่อน โดยจะแสดงผลได้ชัดเจนยิ่งขึ้นเมื่อร่างกายออกแรง
- การตรวจหัวใจด้วยเครื่องเสียงสะท้อนความถี่สูง (Echocardiogram) แพทย์จะใช้เครื่องมือที่มีลักษณะคล้ายการอัลตราซาวนด์บริเวณหน้าอก เพื่อจำลองภาพ ขนาด และตรวจสอบประสิทธิภาพการทำงานของกล้ามเนื้อหัวใจ
- การฉีดสีสวนหัวใจ เป็นวิธีการตรวจหลอดเลือดหัวใจตีบ โดยการใส่สายสวนชนิดพิเศษที่มีลักษณะเป็นท่อเล็กขนาดประมาณ 2 มิลลิเมตร ผ่านทางหลอดเลือดแดงบริเวณข้อมือหรือขาหนีบ เพื่อฉีดสารทึบรังสีและถ่ายภาพเอกซเรย์หลอดเลือด หากแพทย์ผู้ชำนาญการตรวจพบการตีบตันของหลอดเลือด อาจพิจารณาดำเนินการขยายหลอดเลือดด้วยบอลลูนและใส่ขดลวด (Stent) ได้ต่อเนื่องตามดุลยพินิจทางการแพทย์ ซึ่งวิธีนี้ช่วยให้เห็นภาพหลอดเลือดได้ชัดเจนและช่วยในการวางแผนรักษาหลอดเลือดหัวใจตีบได้อย่างมีประสิทธิภาพ
นอกจากนี้ ที่ศูนย์หัวใจ โรงพยาบาลนครธน ยังมีเทคโนโลยีขั้นสูงในการตรวจวินิจฉัย ได้แก่ การตรวจหาเส้นเลือดหัวใจตีบด้วยเครื่อง CT 443 Slices (CT Coronary) สำหรับการหารอยตีบในกรณีที่มีหินปูนไม่มาก การตรวจด้วยคลื่นแม่เหล็กไฟฟ้า (Cardiac MRI) และเทคโนโลยี Biplane DSA (เครื่องเอกซเรย์หลอดเลือดชนิดสองระนาบ) ที่ช่วยให้แพทย์เห็นภาพหลอดเลือด 3 มิติอย่างคมชัด ลดการใช้สารทึบรังสี เพิ่มความปลอดภัยให้ผู้ป่วย
วิธีรักษาหลอดเลือดหัวใจตีบ
แนวทางการรักษาโรคหลอดเลือดหัวใจตีบขึ้นอยู่กับระดับความรุนแรงของโรคและดุลยพินิจของแพทย์ผู้ชำนาญการเฉพาะทาง
1. รักษาหลอดเลือดหัวใจตีบแบบไม่ต้องผ่าตัด
การทำบอลลูนหัวใจ (Balloon Angioplasty) หรือ การขยายหลอดเลือดหัวใจด้วยบอลลูนและใส่ขดลวดถ่างขยาย (Stent) เป็นวิธีที่ได้รับความนิยมสูง ไม่ต้องผ่าตัดใหญ่ แพทย์จะสอดสายสวนที่มีบอลลูนขนาดจิ๋วเข้าไปทางหลอดเลือด เมื่อถึงจุดที่ตีบจะทำการขยายบอลลูนเพื่อดันไขมันให้ชิดผนังหลอดเลือด และสอดใส่ขดลวดค้ำยันไว้ เลือดจึงไหลเวียนได้ปกติ
ที่โรงพยาบาลนครธน หัตถการนี้ดำเนินการในห้องปฏิบัติการสวนหัวใจ (Cath Lab) ที่ได้มาตรฐานระดับสากล พร้อมผสานการทำงานร่วมกับเครื่อง Biplane DSA ทำให้แพทย์มองเห็นหลอดเลือดที่มีความซับซ้อนและคดเคี้ยวได้อย่างแม่นยำในระหว่างการทำหัตถการ ส่งผลให้การรักษามีความปลอดภัยและมีประสิทธิภาพสูงสุด
2. การผ่าตัดบายพาสหัวใจ (CABG)
การผ่าตัดบายพาสหัวใจ (Coronary Artery Bypass Grafting - CABG) เป็นการผ่าตัดเพื่อทำทางลัดหลอดเลือดใหม่ ข้ามจุดที่ตีบตัน เพื่อให้เลือดไหลเวียนได้ มักใช้ในกรณีที่หลอดเลือดตีบมากกว่า 70% มีการตีบหลายเส้น หรืออยู่ในตำแหน่งที่ไม่สามารถทำบอลลูนได้ ดำเนินการในห้องผ่าตัด และห้องพักผู้ป่วยวิกฤต (CCU) ที่ได้มาตรฐานระดับสากล ปัจจุบันการผ่าตัดบายพาสมี 2 รูปแบบหลัก คือ
- On-Pump CABG: การผ่าตัดแบบใช้เครื่องปอดและหัวใจเทียมเพื่อหยุดการทำงานของหัวใจชั่วคราว
- Off-Pump CABG: การผ่าตัดทำทางเบี่ยงหลอดเลือดหัวใจแบบไม่หยุดหัวใจ ไม่ต้องใช้เครื่องปอดและหัวใจเทียม ซึ่งช่วยให้ผู้ป่วยใช้ระยะเวลาพักฟื้นน้อยลง
การเตรียมตัวรักษาหลอดเลือดหัวใจตีบกับทีมแพทย์ผู้ชำนาญการ
ปัจจุบันแนวทางการรักษาถูกพัฒนาให้มีประสิทธิภาพและช่วยลดความกังวลของผู้ป่วยได้มากขึ้น ด้วยทีมแพทย์และพยาบาลผู้ชำนาญการเฉพาะทางที่มีประสบการณ์ในการดูแลผู้ป่วยโรคหัวใจโดยเฉพาะ
- มาตรฐานการดูแล : ประกอบด้วยห้องปฏิบัติการสวนหัวใจ ห้องผ่าตัด และห้องพักผู้ป่วยวิกฤต (CCU) ที่ได้มาตรฐานระดับสากล
- เพิ่มประสิทธิภาพความปลอดภัย : แพทย์จะเลือกวิธีรักษาที่เหมาะสมที่สุดสำหรับผู้ป่วยแต่ละราย เพื่อให้มั่นใจในการดูแลและรักษาอย่างเต็มความสามารถ
- ความพร้อมของทีมงาน : ทีมงานพร้อมดูแลผู้ป่วยอย่างใกล้ชิดในทุกขั้นตอน เพื่อให้ผู้ป่วยและครอบครัวคลายความวิตกกังวล
เทคโนโลยีไบเพลน (Biplane DSA) เพื่อการวินิจฉัยและรักษาหลอดเลือดหัวใจตีบ
ในการรักษาหลอดเลือดหัวใจตีบโรงพยาบาลนครธนได้นำเทคโนโลยีเครื่องเอกซเรย์สำหรับตรวจวินิจฉัยและรักษาโรคหลอดเลือดชนิดสองระนาบ หรือไบเพลน (Biplane DSA) มาช่วยเพิ่มประสิทธิภาพในการรักษา
- ภาพคมชัดแบบ 3 มิติ : สามารถถ่ายภาพหลอดเลือดได้สองระนาบพร้อมกัน ทั้งด้านหน้าและด้านข้าง ช่วยให้แพทย์มองเห็นสายสวนหลอดเลือดที่มีขนาดเล็กมากได้อย่างชัดเจน
- ลดปริมาณสารทึบรังสี : ช่วยลดการใช้สารทึบรังสีลงเมื่อเทียบกับเครื่องเอกซเรย์ปกติ
- รักษาโรคที่มีความซับซ้อน : รองรับการรักษาหลอดเลือดหัวใจที่มีลักษณะคดเคี้ยวหรือมีความซับซ้อนได้ดียิ่งขึ้น
โรคหลอดเลือดหัวใจตีบเป็นภัยเงียบที่แฝงความอันตราย หากคุณหรือคนใกล้ชิดมีอาการเจ็บหน้าอก หรือแน่นหน้าอกเฉียบพลัน ควรรีบเข้าพบแพทย์เพื่อตรวจหาสาเหตุในทันที ซึ่งจะช่วยให้แพทย์สามารถประเมินสถานการณ์และวางแผนการรักษาที่เหมาะสมได้ เพื่อลดความเสี่ยงที่อาจเกิดขึ้น สิ่งสำคัญที่จะช่วยให้ห่างไกลจากภาวะนี้คือการดูแลรักษาระบบหัวใจและหลอดเลือดให้แข็งแรงสม่ำเสมอ และการเข้ารับการตรวจสุขภาพหัวใจเป็นประจำทุกปี โดยศูนย์หัวใจ โรงพยาบาลนครธน พร้อมให้การดูแลและให้คำปรึกษาเกี่ยวกับปัญหาสุขภาพหัวใจ เพื่อช่วยส่งเสริมสุขภาวะที่ดีให้แก่ผู้รับบริการ ติดต่อสอบถามเพิ่มเติมได้ที่ โทร. 02-450-9999 ต่อ 1074-1075
H3: เวลาทำการ ศูนย์หัวใจ
- จันทร์-ศุกร์ เวลา : เวลา 08.00-20.00 น. และ เสาร์-อาทิตย์ เวลา 08.00-16.00 น. (หลัง 16.00 น. เป็นต้นไป ติดต่อศูนย์อายุรกรรม)
สถานที่ตั้ง
- ศูนย์หัวใจ : โรงพยาบาลนครธน ชั้น 1
ช่องทางการนัดหมายและสอบถามรายละเอียด
สามารถสอบถามข้อมูลเกี่ยวกับอาการหลอดเลือดหัวใจตีบหรือจองคิวล่วงหน้าได้ผ่านช่องทางเหล่านี้
- - Facebook Fanpage: Nakornthon Hospital
- - LINE Official: @nakornthon
- - Tel: 02-450-9999 ต่อ 1074-1075
คำถามที่พบบ่อยเกี่ยวกับโรคหลอดเลือดหัวใจตีบ (FAQs)
-
Q: หลอดเลือดหัวใจตีบกับภาวะหัวใจวายต่างกันอย่างไร ?
A: หลอดเลือดหัวใจตีบ คือภาวะที่หลอดเลือดแดงที่ไปเลี้ยงกล้ามเนื้อหัวใจเกิดการหนาตัวจากการสะสมของไขมัน จนทำให้รูหลอดเลือดแคบลง ส่งผลให้เลือดไปเลี้ยงหัวใจได้น้อยลง ในขณะที่ภาวะหัวใจวาย มักเกิดจากการที่หลอดเลือดอุดตันโดยสมบูรณ์เฉียบพลัน จนกล้ามเนื้อหัวใจขาดเลือดและตายลงในที่สุด ทั้งนี้ โรคหลอดเลือดหัวใจตีบ ที่ไม่ได้รับการรักษาอย่างเหมาะสม คือสาเหตุสำคัญที่นำไปสู่ภาวะหัวใจวายได้
-
Q: คนอายุน้อยเป็นโรคหลอดเลือดหัวใจตีบได้ไหม ?
A: สามารถเป็นได้ แม้อายุจะยังน้อยแต่หากมีปัจจัยเสี่ยง เช่น การสูบบุหรี่จัด มีภาวะไขมันในเลือดสูง โรคเบาหวาน หรือมีประวัติครอบครัวเป็นเส้นเลือดหัวใจตีบตั้งแต่อายุน้อย ก็มีโอกาสตรวจพบโรคนี้ได้เช่นกัน ดังนั้นการหมั่นสังเกตอาการเบื้องต้น และการตรวจสุขภาพหัวใจประจำปีจึงเป็นสิ่งสำคัญสำหรับทุกวัย
-
Q: หลังทำบอลลูนหัวใจแล้ว หลอดเลือดจะตีบซ้ำได้อีกไหม ?
A: มีโอกาสเกิดขึ้นได้ การทำบอลลูนและใส่ขดลวดเพื่อรักษาหลอดเลือดหัวใจตีบเป็นการแก้ไขปัญหาที่จุดอุดตันเดิม แต่หากผู้ป่วยไม่ปรับเปลี่ยนพฤติกรรม เช่น ยังคงสูบบุหรี่ หรือไม่ควบคุมระดับไขมันและน้ำตาลในเลือด ก็อาจเกิดการสะสมของไขมันใหม่จนทำให้หลอดเลือดหัวใจตีบซ้ำในจุดเดิมหรือจุดใหม่ได้ แพทย์จึงมักเน้นย้ำให้ปฏิบัติตามแผนการรักษาอย่างเคร่งครัดเพื่อผลลัพธ์ที่ดีในระยะยาว
-
Q: โรคหลอดเลือดหัวใจตีบป้องกันได้ไหม ต้องทำอย่างไร ?
A: สามารถลดความเสี่ยงในการเกิดโรคได้ด้วยการปรับเปลี่ยนการใช้ชีวิต ดังนี้
- ควบคุมระดับความดันโลหิต ไขมัน และน้ำตาลในเลือดให้อยู่ในเกณฑ์ปกติ
- งดการสูบบุหรี่โดยเด็ดขาด
- ออกกำลังกายอย่างสม่ำเสมอตามคำแนะนำของแพทย์
- เลือกรับประทานอาหารที่มีกากใยสูงและไขมันต่ำ
- ตรวจสมรรถภาพหัวใจเป็นประจำ เพื่อช่วยให้พบความผิดปกติได้ตั้งแต่ระยะเริ่มต้น -
Q: มีอาการเจ็บหน้าอกแบบไหนที่ต้องรีบมาพบแพทย์ทันที ?
A: หากพบอาการเจ็บแน่นหน้าอกตรงกลางหรือข้างซ้ายคล้ายถูกทับ หรือปวดร้าวไปถึงกรามและแขน ควรรีบพบแพทย์ทันที โดยเฉพาะหากมีอาการเหงื่อออก หน้ามืด หรือหายใจลำบากร่วมด้วย การเข้ารับการวินิจฉัยและรักษาหลอดเลือดหัวใจตีบอย่างทันท่วงที จะช่วยเพิ่มประสิทธิภาพความปลอดภัยและลดความเสี่ยงภาวะแทรกซ้อนรุนแรง ทั้งนี้ ผลลัพธ์การรักษาขึ้นอยู่กับสภาวะร่างกายและปัจจัยเฉพาะบุคคล
ปรึกษาทุกปัญหาสุขภาพแบบออนไลน์
ไม่เสียค่าใช้จ่าย
บทความทางการแพทย์ศูนย์หัวใจ
