โรคหืด (Asthma) รู้จักให้ดี ดูแลให้ถูก ใช้ชีวิตได้ปกติ

ศูนย์ : ศูนย์อายุรกรรม

บทความโดย : นพ. ชวิศศิลป์ ปิ่นชุมพลแสง

โรคหืด

โรคหืด (Asthma) เป็นโรคทางเดินหายใจที่พบได้บ่อยในคนไทย ทั้งเด็กและผู้ใหญ่ หลายคนอาจเคยได้ยินว่า “โรคหอบ” หรือ “โรคหืด” เป็นโรคที่รักษาไม่หาย ต้องทรมานตลอดชีวิต แต่ในความเป็นจริง หากผู้ป่วยเข้าใจโรคและดูแลตนเองอย่างถูกวิธี ก็จะสามารถใช้ชีวิตได้อย่างปกติ หากเราทำความเข้าใจตัวโรคและเรียนรู้วิธีรักษาโรคหืดอย่างถูกต้อง การปฏิบัติตัวและหลีกเลี่ยงสิ่งกระตุ้นอย่างเหมาะสม จะช่วยลดความเสี่ยงจากการกำเริบฉับพลันได้


โรคหืดเกิดจากอะไร

โรคหืดเกิดจาก การอักเสบของหลอดลม ทำให้เกิดภาวะหลอดลมไว เมื่อผู้ป่วยเจอสิ่งกระตุ้นจะทำให้หลอดลมตีบ ผู้ป่วยจึงมีอาการ ดังนี้

  • หายใจมีเสียงวี้ด
  • เหนื่อย หอบ หายใจไม่อิ่ม
  • แน่นหน้าอก
  • ไอ โดยเฉพาะตอนกลางคืนหรือเช้ามืด

ลักษณะเฉพาะของโรคหืด คือ อาการเหล่านี้จะเป็น ๆ หาย ๆ บางวันอาการดี บางวันอาจแย่ลง ถึงแม้ในวันที่ผู้ป่วยจะไม่มีอาการ แต่ก็มักจะมีการอักเสบของหลอดลมในระดับน้อยๆอยู่เสมอ ดังนั้นเมื่อเจอตัวกระตุ้นก็จะทำให้เกิดอาการหลอดลมตีบฉับพลันได้

> กลับสารบัญ


อะไรทำให้เกิดโรคหืดกำเริบ

ผู้ป่วยแต่ละคนอาจมีสิ่งกระตุ้นไม่เหมือนกัน การสังเกตตัวเองว่าอาการโรคหืดถูกกระตุ้นได้ด้วยสิ่งใด และหลีกเลี่ยงสิ่งนั้นก็จะทำให้ควบคุมโรคได้ดีขึ้น สิ่งกระตุ้นที่พบบ่อย ได้แก่

  • ฝุ่นบ้าน ไรฝุ่น เกสรหญ้า เกสรดอกไม้ รังแคสัตว์เลี้ยง
  • ควันบุหรี่ ควันธูป ควันรถ และมลพิษทางอากาศ
  • การติดเชื้อทางเดินหายใจ
  • อากาศเย็น หรือฝนตก
  • การออกกำลังกายหนัก
  • ความเครียด พักผ่อนไม่เพียงพอ
  • โรคร่วมควบคุมได้ไม่ดี เช่น โรคจมูกอักเสบภูมิแพ้ โรคไซนัสอักเสบ โรคกรดไหลย้อน โรคอ้วน

> กลับสารบัญ


ปรึกษาแพทย์ออนไลน์

โรคหืดอันตรายไหม

หากโรคหืดกำเริบ จะมีหลอดลมตีบฉับพลัน ทำให้อากาศเข้าปอดได้ลำบาก และหากไม่ได้รับการรักษาอย่างเหมาะสมอาจทำให้เกิดภาวะออกซิเจนต่ำจนเป็นอันตรายถึงแก่ชีวิตได้ อย่างไรก็ตาม หากผู้ป่วยรับการรักษาด้วยยาสูดอย่างสม่ำเสมอ ก็จะทำให้โอกาสในการเกิดโรคหืดกำเริบลดลง และหากผู้ป่วยทราบวิธีปฏิบัติตัวเมื่อการกำเริบฉุกเฉิน ก็จะทำให้โอกาสในการเสียชีวิตน้อยลง

> กลับสารบัญ


โรคหืดรักษาหายไหม

หัวใจสำคัญของการรักษาโรคหืด คือ การลดการอักเสบของหลอดลม ไม่ใช่ใช้ยารักษาเฉพาะเวลามีอาการเหนื่อย โดยมากจะเป็นยาชนิดสูดเข้าทางปากเพื่อให้ไปถึงและออกฤทธิ์ที่ปอด ยาที่ใช้รักษาโรคหืดมี 2 กลุ่มหลัก ได้แก่

  1. ยาควบคุมโรค (ยาสูดประจำ)

    เป็นยาที่ต้องใช้ทุกวัน แม้ไม่มีอาการ ตัวยาหลัก ได้แก่ ยาสูดสเตียรอยด์ ซึ่งอาจจะเป็นยาเดี่ยวหรือผสมกับยาขยายหลอดลมชนิดออกฤทธิ์นานก็ได้ ยานี้จะช่วยลดการอักเสบของหลอดลม ส่งผลให้อาการของโรคหืดลดลง และป้องกันไม่ให้โรคหืดกำเริบรุนแรง ยานี้ถึงแม้จะเป็นยาเสตียรอยด์แต่จัดเป็นยาเฉพาะที่ ดังนั้นจึงมีผลข้างเคียงน้อยมาก เช่น เสียงแหบ เชื้อราในปาก จึงแนะนำให้กลั้วน้ำหลังสูดยาเสมอ

  2. ยาบรรเทาอาการ (ยาสูดฉุกเฉิน)

    ใช้เมื่อมีอาการเหนื่อย หอบ แน่นหน้าอกฉับพลัน ยากลุ่มนี้ช่วยขยายหลอดลม ทำให้อาการเหนื่อยหอบลดลงได้อย่างรวดเร็ว แต่ ไม่สามารถควบคุมโรคในระยะยาวได้ ดังนั้น จึงไม่ควรใช้ “ยาสูดบรรเทาอาการอย่างเดียว” โดยไม่ใช้ยาควบคุมโรค เพราะ มีโอกาสที่โรคหืดจะกำเริบได้ง่ายและรุนแรงในอนาคต

> กลับสารบัญ


การดูแลตนเองของผู้ป่วยหอบหืด

นอกจากการใช้ยาแล้ว ผู้ป่วยควรดูแลตนเองดังนี้

  • ใช้ยาตามแพทย์สั่งอย่างสม่ำเสมอ
  • ฝึกใช้ยาสูดให้ถูกวิธี
  • หลีกเลี่ยงสิ่งกระตุ้นที่ทำให้อาการกำเริบ
  • งดสูบบุหรี่ และหลีกเลี่ยงควันบุหรี่
  • ออกกำลังกายได้ แต่ควรเลือกแบบเหมาะสมกับตนเอง
  • ฉีดวัคซีนป้องกันการติดเชื้อทางเดินหายใจ เช่น วัคซีนไข้หวัดใหญ่
  • ควบคุมโรคร่วมให้สงบ
  • มาพบแพทย์ตามนัด เพื่อติดตามอาการและปรับยา

> กลับสารบัญ



อาการแบบไหนควรรีบไปโรงพยาบาล

หากมีอาการต่อไปนี้ ควรรีบไปพบแพทย์ทันที

  • เหนื่อยมาก หายใจลำบาก พูดไม่เป็นประโยค
  • อาการไม่ดีขึ้นหลังใช้ยาสูดบรรเทาอาการ
  • หายใจเร็ว หน้าอกบุ๋ม หรือรู้สึกหน้ามืด

> กลับสารบัญ


คำถามที่พบบ่อยเกี่ยวกับโรคหืด (FAQs)

1:โรคหืดสามารถรักษาหายขาดได้หรือไม่ และจะใช้ชีวิตปกติได้อย่างไร?

ตอบ: แม้โรคหืดมักจะเป็นโรคที่ไม่หายขาดและมีการอักเสบของหลอดลมอยู่ระดับน้อย ๆ เสมอ แต่ผู้ป่วยสามารถใช้ชีวิตได้ตามปกติเหมือนคนทั่วไป หากเข้าใจโรค หลีกเลี่ยงสิ่งกระตุ้น และเข้ารับวิธีรักษาโรคหืดอย่างถูกต้องด้วยการใช้ยาตามแพทย์สั่งอย่างสม่ำเสมอ

โดย ปัจจุบันมีการรายงานว่าโรคหืดสามารถหายได้ โดยพิจารณาจากการหยุดยาอย่างน้อย 1 ปี แล้วไม่มีอาการกำเริบเลย ร่วมกับการทดสอบสมรรถภาพปอดแล้วพบว่าผลเป็นปกติ อย่างไรก็ตาม หากแพทย์วินิจฉัยแล้วว่าผู้ป่วยหายจากโรคหืดแล้ว ก็ยังมีความจำเป็นที่จะต้องนัดตรวจติดตามเป็นระยะเพื่อประเมินอาการ แต่อาจนัดติดตามห่างขึ้นได้

2:ยาสูดควบคุมโรค (ยาสูดประจำ) กับ ยาสูดบรรเทาอาการ (ยาสูดฉุกเฉิน) แตกต่างกันอย่างไร?

ตอบ: ยาสูดควบคุมโรคต้องใช้ทุกวันเพื่อลดการอักเสบและป้องกันไม่ให้โรคหืดกำเริบรุนแรง ส่วนยาสูดบรรเทาอาการจะใช้เฉพาะตอนมีอาการเหนื่อยหอบฉับพลันเพื่อขยายหลอดลม ผู้ป่วยไม่ควรใช้ยาบรรเทาอาการเพียงอย่างเดียวโดยไม่ใช้ยาควบคุมโรค เพราะอาจทำให้โรคกำเริบรุนแรงในอนาคตได้

3:ยาสูดควบคุมโรคที่มีส่วนผสมของสเตียรอยด์อันตรายและมีผลข้างเคียงน่ากลัวไหม?

ตอบ: ยาสูดควบคุมโรคประเภทนี้จัดเป็นยาเฉพาะที่ที่ออกฤทธิ์ที่ปอดโดยตรง จึงมีผลข้างเคียงต่อร่างกายน้อยมาก อาการข้างเคียงที่พบได้ส่วนใหญ่เป็นเพียงอาการเฉพาะที่ เช่น เสียงแหบ หรือเชื้อราในปาก ซึ่งสามารถป้องกันได้ง่าย ๆ ด้วยการบ้วนปากกลั้วน้ำหรือแปรงฟันทุกครั้งหลังสูดยา

> กลับสารบัญ


ผู้ป่วยโรคหืดใช้ชีวิตปกติได้ โดยผู้ป่วยโรคหืดจำนวนมากสามารถเรียน ทำงาน ออกกำลังกาย และใช้ชีวิตได้เหมือนคนปกติทั่วไป หากเข้าใจตัวโรค หลีกเลี่ยงสิ่งกระตุ้น ใช้ยาอย่างถูกต้อง และพบแพทย์อย่างสม่ำเสมอ โรคหืดไม่ใช่โรคน่ากลัว แต่ต้องไม่ละเลย ผู้ป่วยต้องรู้วิธีใช้ยาและวิธีดูแลตนเองอย่างถูกต้อง



นพ.ชวิศศิลป์ ปิ่นชุมพลแสง นพ.ชวิศศิลป์ ปิ่นชุมพลแสง

นพ.ชวิศศิลป์ ปิ่นชุมพลแสง
อายุรศาสตร์,อายุรศาสตร์โรคภูมิแพ้และภูมิคุ้มกันทางคลินิก
ศูนย์อายุรกรรม

นัดหมายแพทย์

ปรึกษาปัญหาสุขภาพ
ไม่เสียค่าใช้จ่าย





Share :

สินค้าในตระกร้าไม่ถูกต้องตามเงื่อนไข, กรุณาตรวจสอบจำนวน
จัดการตระกร้าสินค้า
ตกลง

เมื่อคลิก “อนุญาตคุกกี้ทั้งหมด” หมายความว่าผู้ใช้งานยอมรับที่จะเปิดการใช้งานคุกกี้เพื่อวัตถุประสงค์ต่าง ๆ ดังต่อไปนี้ เพื่อให้เว็บไซต์สามารถทำงานได้อย่างถูกต้องและเต็มประสิทธิภาพ เพื่อเปิดใช้คุณสมบัติของโซเชียลมีเดีย และเพื่อวิเคราะห์การเข้าใช้งานเพื่อนำข้อมูลไปใช้ในการทำการตลาดและการโฆษณา รวมถึงการแบ่งปันข้อมูลการใช้งานกับพาร์ทเนอร์โซเชียลมีเดีย