ผ่าตัดกระเพาะอาหาร ลดน้ำหนัก ลดความเสี่ยงที่จะเกิดโรค

ศูนย์ : ศูนย์ศัลยกรรม, ศูนย์หัวใจ

บทความโดย : นพ. สุทธิเกียรติ จรดล

ผ่าตัดกระเพาะอาหาร ลดน้ำหนัก ลดความเสี่ยงที่จะเกิดโรค

การผ่าตัดกระเพาะอาหาร (Bariatric Surgery) คือทางเลือกทางการแพทย์สำหรับรักษาโรคอ้วนในผู้ที่มีค่าดัชนีมวลกายสูงหรือมีโรคร่วมที่ควบคุมได้ยาก โดยต้องผ่านการประเมินจากแพทย์ก่อนเสมอ ซึ่งมีหลายวิธี เช่น Sleeve Gastrectomy และ Gastric Bypass ที่ช่วยลดน้ำหนักได้อย่างมีประสิทธิภาพในระยะยาว พร้อมลดความเสี่ยงของโรคเรื้อรัง เช่น เบาหวาน ความดันโลหิตสูง และโรคหัวใจ ปัจจุบันนิยมใช้เทคโนโลยีผ่าตัดผ่านกล้อง ทำให้แผลเล็ก เจ็บน้อย และฟื้นตัวเร็ว โดยผู้ป่วยมักพักฟื้นในโรงพยาบาลเพียง 2-3 วัน และสามารถกลับไปใช้ชีวิตประจำวันได้ในระยะเวลาไม่นาน ทั้งนี้ ผลลัพธ์การลดน้ำหนักอาจอยู่ที่ประมาณ 30-40% ภายใน 1-2 ปี ขึ้นอยู่กับการดูแลตนเองหลังผ่าตัด โดยเฉพาะการปรับพฤติกรรมการรับประทานอาหารและการออกกำลังกายอย่างสม่ำเสมอ ซึ่งเป็นปัจจัยสำคัญที่ช่วยให้ผลลัพธ์คงอยู่ได้อย่างยั่งยืน รวมถึงควรเลือกสถานพยาบาลและศัลยแพทย์เฉพาะทาง เพื่อความปลอดภัยในการรักษา

ในยุคที่ชีวิตเร่งรีบ มักส่งผลกระทบต่อพฤติกรรมการรับประทานอาหารและการดูแลสุขภาพ โรคอ้วน จึงกลายเป็นภัยเงียบที่รุนแรงกว่าที่หลายคนคิด ไม่ใช่เพียงแค่เรื่องของรูปลักษณ์ภายนอก แต่คือต้นเหตุของโรคเรื้อรังสะสมที่บั่นทอนคุณภาพชีวิตในระยะยาว

เมื่อต้องเผชิญกับความอ้วน หลายคนจึงพยายามลดน้ำหนักด้วยหลากหลายวิธี ทั้งคุมอาหารอย่างเคร่งครัดหรือออกกำลังกายอย่างหนัก แต่ผลลัพธ์ที่ได้กลับไม่ยั่งยืนจนท้อใจ ถึงเวลาแล้วที่เราจะมองหาทางออกที่ยั่งยืนและปลอดภัยภายใต้การดูแลของแพทย์เฉพาะทาง และเทคโนโลยีการรักษาทางการแพทย์ที่ทันสมัย

การผ่าตัดกระเพาะอาหารผ่านกล้อง เป็นอีกทางเลือกในการรักษาโรคอ้วนที่มีประสิทธิภาพ สามารถช่วยให้ลดน้ำหนักได้ในระยะยาว รวมถึงปรับปรุงคุณภาพชีวิต ลดความเสี่ยงจากโรคร่วมต่าง ๆ กล่าวคือ วิธีนี้ช่วยให้สามารถลดน้ำหนัก ลดอ้วน ลดเสี่ยงโรคเรื้อรัง กลับมามีสุขภาพที่ดีขึ้น และใช้ชีวิตได้อย่างเต็มศักยภาพอีกครั้ง

สารบัญ


ผ่าตัดกระเพาะอาหาร (Bariatric Surgery) คืออะไร ?


การผ่าตัดกระเพาะอาหารผ่านกล้อง การผ่าตัดกระเพาะอาหารผ่านกล้อง

การผ่าตัดกระเพาะอาหาร หรือ Bariatric Surgery คือ วิธีการทางการแพทย์ที่ใช้รักษาภาวะโรคอ้วน หรือโรคที่เกี่ยวข้องกับน้ำหนักตัวเกินเกณฑ์มาตรฐาน ซึ่งเป็นภาวะที่ร่างกายมีไขมันสะสมมากเกินไปจนส่งผลกระทบต่อสุขภาพ โดยวัดได้จากดัชนีมวลกาย (BMI) ถ้ามีค่ามากกว่า 30 ขึ้นไป จะถือว่าอยู่ในเกณฑ์โรคอ้วนจนส่งผลเสียต่อสุขภาพ และมีความเสี่ยงต่อการเกิดโรคต่าง ๆ เช่น โรคเบาหวานชนิดที่ 2 โรคความดันโลหิตสูง โรคไขมันในเลือดสูง โรคหัวใจและหลอดเลือด โรคหลอดเลือดสมอง โรคมะเร็งบางชนิด โรคข้อเข่าเสื่อม ภาวะหยุดหายใจขณะหลับ โรคซึมเศร้าและความวิตกกังวล ปัญหาด้านการเจริญพันธุ์

การผ่าตัดนี้จะช่วยให้ผู้ป่วยสามารถลดน้ำหนักได้อย่างถาวร หากปฏิบัติตัวตามคำแนะนำของแพทย์อย่างเคร่งครัด โดยการเปลี่ยนแปลงโครงสร้างของกระเพาะอาหารหรือระบบทางเดินอาหาร ทำให้รับประทานอาหารได้น้อยลง หรือร่างกายดูดซึมสารอาหารได้น้อยลง

> กลับสารบัญ


อ้วนแค่ไหนต้องผ่าตัดกระเพาะอาหารเพื่อลดน้ำหนัก ?

การผ่าตัดเพื่อลดน้ำหนักไม่ได้เหมาะสมกับผู้ที่มีภาวะอ้วน หรือน้ำหนักเกินทุกราย ก่อนจะทำการรักษาแพทย์จะใช้การตรวจร่างกาย พร้อมคัดกรองคนไข้ที่เหมาะสม โดยมีข้อบ่งชี้ ดังนี้

  • ผู้ที่มีอายุระหว่าง 18-65 ปี
  • ผู้ที่มีค่าดัชนีมวลกาย (BMI) มากกว่า 37.5 ขึ้นไป โดยที่ไม่มีโรคประจำตัวร่วม
  • ผู้ที่มีค่าดัชนีมวลกาย (BMI) มากกว่าหรือเท่ากับ 32.5 และมีโรคร่วมต่าง ๆ ที่เกี่ยวกับโรคอ้วน เช่น เบาหวาน ความดันโลหิตสูง ไขมันในเลือดสูง ภาวะหยุดหายใจขณะหลับ โรคข้อเสื่อม หมอนรองกระดูกทับเส้น กระดูกสันหลังเสื่อม ภาวะมีบุตรยาก ภาวะประจำเดือนมาผิดปกติ
  • ผู้ที่มีค่าดัชนีมวลกาย (BMI) มากกว่าหรือเท่ากับ 30 ที่เป็นโรคเบาหวานชนิดรุนแรง หรือมีโรคประจำตัวเกี่ยวกับโรคอ้วนที่ไม่สามารถควบคุมได้

> กลับสารบัญ


ปรึกษาแพทย์ออนไลน์

ทำไมถึงต้องผ่าตัดกระเพาะ ?

  • ลดความอ้วน สำหรับผู้ที่พยายามลดน้ำหนักด้วยวิธีปกติแล้ว เช่น การควบคุมอาหาร การออกกำลังกาย และการใช้ยา แล้วไม่ได้ผลลัพธ์ที่น่าพอใจ หรือผู้ป่วยมีปัญหาสุขภาพที่เกี่ยวข้องกับความอ้วนขั้นรุนแรง ซึ่งการผ่าตัดกระเพาะเพื่อลดขนาดกระเพาะอาหารหรือเปลี่ยนเส้นทางของระบบย่อยอาหาร จะช่วยลดน้ำหนักได้อย่างยั่งยืน
  • ลดความเสี่ยงจากโรคที่เกี่ยวข้องกับความอ้วน เช่น เบาหวาน ความดันโลหิตสูง และไขมันในเลือดสูง สำหรับผู้ที่มีปัญหาการลดน้ำหนัก โรคอ้วน หรือเป็นโรคที่เกี่ยวข้องกับโรคอ้วน เช่น โรคหลอดเลือดหัวใจตีบ โรคหัวใจเต้นผิดจังหวะ ส่งผลต่อการดำเนินชีวิตประจำวัน

> กลับสารบัญ


ก่อนผ่าตัดกระเพาะอาหาร ต้องตรวจอะไรบ้าง ?

ก่อนผ่าตัดลดขนาดกระเพาะอาหาร แพทย์จะทำการตรวจสุขภาพร่างกายอย่างละเอียด ตรวจเลือด โดยตรวจหาโรคต้องห้ามในการผ่าตัดใหญ่ การดมยาสลบหรือใส่ท่อช่วยหายใจ เช่น โรคหัวใจที่ควบคุมไม่ได้ โรคหัวใจชนิดรุนแรง หรือเป็นโรคปอดชนิดรุนแรง ผู้ป่วยกลุ่มนี้จะไม่สามารถผ่าตัดกระเพาะได้ รวมไปถึงการตรวจพิเศษอื่น ๆ เช่น การส่องกล้องกระเพาะอาหาร ตรวจภาวะไขมันพอกตับ ตับแข็ง หรือนิ่วในถุงน้ำดี

> กลับสารบัญ


การผ่าตัดกระเพาะอาหาร (Bariatric Surgery) ทำได้กี่วิธี ?

การผ่าตัดกระเพาะอาหาร จะใช้วิธีการผ่าตัดโดยใช้เทคโนโลยีการส่องกล้อง (Laparoscopic Surgery) เป็นเทคนิคที่ทำให้แผลเล็ก เจ็บน้อย ฟื้นตัวเร็ว โดยการผ่าตัดปรับเปลี่ยนทางเดินอาหารเพื่อลดน้ำหนักที่นิยมทำในปัจจุบันมี 3 วิธีดังนี้


การผ่าตัดกระเพาะอาหารส่วนใหญ่ออก (Sleeve Gastrectomy

การผ่าตัดกระเพาะอาหารส่วนใหญ่ออก หรือ Sleeve Gastrectomy คือการผ่าตัดเพื่อลดขนาดของกระเพาะอาหารให้ลดลง 80% จากความจุประมาณ 1,000 ซีซี ให้เหลือความจุประมาณ 150-200 ซีซี เหลือเป็นรูปทรงคล้ายกล้วยหอม หรือแขนเสื้อ โดยส่วนที่ตัดออกไปจะเป็นส่วนกระพุ้งกระเพาะอาหารที่ยืดขยายได้เมื่อรับประทานอาหารเข้าไป และยังเป็นส่วนที่สร้างฮอร์โมนเกรลิน (Ghrelin) ซึ่งเป็นฮอร์โมนที่ทำให้เกิดความหิว คนไข้จะรับประทานได้น้อยลง อิ่มเร็วขึ้นและไม่หิวง่าย เป็นวิธีไม่ซับซ้อน มีความเสี่ยงน้อย


การผ่าตัดกระเพาะอาหารแบบบายพาส (Roux-en-Y Gastric Bypass)

การผ่าตัดกระเพาะอาหารแบบบายพาส หรือ Roux-en-Y Gastric Bypass เป็นการผ่าตัดเปลี่ยนแปลงโครงสร้างของกระเพาะอาหาร ด้วยการเย็บกระเพาะส่วนบนให้เป็นถุงเล็ก ๆ แล้วเย็บเชื่อมกับลําไส้เล็ก เพื่อลดขนาดกระเพาะอาหารและเปลี่ยนเส้นทางเดินของอาหาร เมื่อคนไข้รับประทานอาหาร อาหารจะเข้าสู่กระเพาะส่วนถุงเล็ก ๆ นี้และผ่านลงลำไส้เล็กส่วนกลางที่นำมาเย็บเชื่อมต่อไว้ โดยไม่ผ่านกระเพาะอาหารส่วนล่างและลำไส้เล็กส่วนต้น ซึ่งเป็นส่วนที่เกิดการดูดซึมสารอาหารได้มาก วิธีนี้เป็นการผ่าตัดที่ซับซ้อนกว่าวิธีอื่น


การผ่าตัดแบบตัดกระเพาะอาหารส่วนใหญ่ออกร่วมกับการทำบายพาสลำไส้เล็กส่วนต้น (Sleeve Gastrectomy Plus Proximal Jejunal Bypass)

การผ่าตัดแบบตัดกระเพาะอาหารส่วนใหญ่ออกร่วมกับการทำบายพาสลำไส้เล็กส่วนต้น หรือ Sleeve Gastrectomy Plus Proximal Jejunal Bypass เป็นการผ่าตัดกระเพาะอาหารให้เล็กลงแบบเดียวกับการผ่าตัดกระเพาะอาหารออกส่วนใหญ่ (Sleeve Gastrectomy) จากนั้นจะทำการตัดต่อลำไส้เล็กเพื่อสร้างเส้นทางเดินของอาหารใหม่ โดยให้อาหารออกจากกระเพาะแล้วเข้าสู่ลำไส้เล็กส่วนกลางโดยตรง ไม่ผ่านลำไส้เล็กส่วนต้น ซึ่งเป็นส่วนที่มีการดูดซึมอาหารมากที่สุด วิธีนี้เป็นการผ่าตัดที่ซับซ้อนปานกลาง

> กลับสารบัญ


ผ่าตัดกระเพาะอาหาร พักฟื้นกี่วัน ?

หลังจากผ่าตัดกระเพาะอาหาร คนไข้จะต้องพักฟื้นที่โรงพยาบาลประมาณ 2-3 วัน หลังจากกลับไปพักที่บ้านสามารถทำกิจวัตรประจำวันได้ปกติ แต่งดการออกกำลังกาย หรือเล่นกีฬาหักโหมหนัก ประมาณ 14-30 วัน เพื่อลดการกระทบกระเทือนของแผลผ่าตัด

> กลับสารบัญ


หลังผ่าตัดกระเพาะ สามารถรับประทานอาหารอะไรได้บ้าง ?

หลังจากผ่าตัดกระเพาะอาหาร สามารถรับประทานได้ตามปกติ แต่ควรเลือกรับประทานอาหารประเภทโปรตีนเป็นหลัก รวมถึงแบ่งมื้ออาหารออกเป็น 4-5 มื้อต่อวัน และลดปริมาณอาหารในแต่ละมื้อลง ช่วง 1-3 วันแรกอาจรับประทานอาหารอ่อน ๆ เช่น เครื่องดื่มที่ไม่ใส่น้ำตาล นม ปลานึ่ง อกไก่ต้ม และเต้าหู้

> กลับสารบัญ


ผลลัพธ์ของการผ่าตัดกระเพาะอาหาร

ผลลัพธ์ของการลดลงของน้ำหนักหลังการผ่าตัดกระเพาะอาหารนั้นจะแตกต่างกันออกไปตามแต่ละบุคคล โดย 1-2 ปี เป็นช่วงที่น้ำหนักลดได้มากที่สุด ประมาณ 30-40% ของน้ำหนักตัวก่อนผ่าตัด หลังจากนี้น้ำหนักอาจจะลดลงได้อีก แต่จะน้อยลง ทั้งนี้การที่น้ำหนักจะคงที่ขึ้นอยู่กับการควบคุมพฤติกรรมการรับประทานอาหาร การออกกำลังกายอย่างสม่ำเสมอของคนไข้เป็นสิ่งสำคัญ

> กลับสารบัญ


ข้อดีของการผ่าตัดกระเพาะอาหาร

การผ่าตัดกระเพาะอาหารเพื่อลดน้ำหนัก นอกจากจะส่งผลให้มีรูปร่างที่สมส่วนขึ้น ยังมีประโยชน์ครอบคลุมในหลายด้าน ดังนี้

ช่วยลดน้ำหนักได้อย่างมีประสิทธิภาพและยั่งยืน

การผ่าตัดกระเพาะอาหารช่วยจำกัดปริมาณอาหารที่รับประทาน และในบางวิธียังลดการดูดซึมสารอาหาร ทำให้น้ำหนักลดลงอย่างต่อเนื่อง มีโอกาสคงผลลัพธ์ในระยะยาว หากดูแลตัวเองตามคำแนะนำของแพทย์


ลดความเสี่ยงของโรคเรื้อรังที่เกี่ยวข้องกับความอ้วน

หลังการผ่าตัด ผู้ป่วยจำนวนมากมีภาวะสุขภาพดีขึ้นอย่างชัดเจน เช่น ระดับน้ำตาลในเลือดดีขึ้น ความดันโลหิตลดลง ไขมันในเลือดอยู่ในเกณฑ์ที่เหมาะสม ส่งผลให้ความเสี่ยงของโรคเบาหวาน โรคหัวใจ และหลอดเลือดลดลง


ช่วยควบคุมความอยากอาหารและความหิว

การผ่าตัดแบบ Sleeve Gastrectomy ช่วยลดการสร้างฮอร์โมนความหิว ทำให้รู้สึกอิ่มเร็วขึ้นและลดพฤติกรรมการกินจุกจิก ช่วยให้ควบคุมอาหารได้ง่ายขึ้น


เพิ่มคุณภาพและความคล่องตัวในการใช้ชีวิตประจำวัน

เมื่อน้ำหนักลดลง ร่างกายจะเคลื่อนไหวได้คล่องขึ้น ลดอาการปวดข้อ ปวดเข่า หรืออาการเหนื่อยง่าย ทำให้สามารถทำกิจกรรมต่าง ๆ ได้ดีขึ้น รวมถึงเพิ่มความมั่นใจในตัวเอง


ช่วยแก้ไขภาวะหยุดหายใจขณะหลับและปัญหาสุขภาพอื่น ๆ

ผู้ป่วยที่มีภาวะหยุดหายใจขณะหลับ มักมีอาการดีขึ้นหลังน้ำหนักลดลง นอกจากนี้ยังช่วยบรรเทาโรคกรดไหลย้อน และปัญหาสุขภาพอื่นที่เกิดจากความอ้วน

โดยรวมแล้ว การผ่าตัดกระเพาะอาหารถือเป็นอีกหนึ่งทางเลือกที่ช่วยเปลี่ยนแปลงชีวิตของผู้ที่มีปัญหาโรคอ้วนได้อย่างมีประสิทธิภาพ แต่ควรอยู่ภายใต้การประเมินและคำแนะนำของแพทย์ เพื่อให้เหมาะสมและปลอดภัย

> กลับสารบัญ


ผ่าตัดกระเพาะอันตรายหรือไม่ ?

ด้วยเทคนิคการผ่าตัดกระเพาะในปัจจุบัน จะใช้การผ่าตัดผ่านกล้องทั้งหมด ไม่ใช่การผ่าตัดเปิดหน้าท้อง ที่ทำให้เป็นแผลใหญ่ ๆ อย่างที่เข้าใจกัน ผลของการผ่าตัดแบบนี้คือ แผลผ่าตัดจะค่อนข้างเล็ก แผลที่ใหญ่ที่สุดของการผ่าตัดกระเพาะอาหารจะขนาดประมาณ 2 เซนติเมตร คือเป็นขนาดที่ใช้เพื่อนำกระเพาะอาหารที่ผ่าตัดแล้วออกมา ข้อดีของการผ่าตัดแบบส่องกล้อง คือหลังผ่าตัดเราจะเจ็บแผลน้อย ฟื้นตัวได้ในระยะสั้น สามารถกลับไปทำกิจวัตรประจำวันต่าง ๆ ได้อย่างดี และโอกาสในการเกิดภาวะแทรกซ้อน ไม่ว่าจะเป็นเรื่องการหายใจ หรือภาวะแทรกซ้อนของแผลผ่าตัด ก็จะน้อยกว่าการผ่าตัดแบบเปิดค่อนข้างเยอะ ความเสี่ยงของการเกิดภาวะแทรกซ้อนร้ายแรงถือว่าต่ำ โดยเฉพาะเมื่อทำโดยศัลยแพทย์ที่มีประสบการณ์ในโรงพยาบาลที่มีมาตรฐาน

> กลับสารบัญ


ผ่าตัดกระเพาะอาหาร ลดน้ำหนัก ลดความเสี่ยงโรค ที่โรงพยาบาลนครธน

ศูนย์ศัลยกรรม โรงพยาบาลนครธน มีศัลยแพทย์เฉพาะทางด้านผ่าตัดผ่านกล้องขั้นสูง ซึ่งมีประสบการณ์ด้านการผ่าตัดกระเพาะอาหารหลากหลายเทคนิค ช่วยให้แผลผ่าตัดมีขนาดเล็ก ฟื้นตัวในระยะสั้น และลดความเจ็บปวดหลังผ่าตัด นอกจากนี้ ยังมีการดูแลผู้ป่วยหลังผ่าตัดที่มีประสิทธิภาพ รวมถึงการให้คำแนะนำด้านโภชนาการและการออกกำลังกาย เพื่อให้ลดน้ำหนักได้อย่างยั่งยืน


เวลาทำการ ศูนย์ศัลยกรรม โรงพยาบาลนครธน

  • เปิดบริการทุกวัน จันทร์-อาทิตย์ เวลา 07.00-23.00 น. (เวลา 20.00-23.00 น.)

สถานที่ตั้ง

  • ศูนย์ศัลยกรรม โรงพยาบาลนครธน ชั้น 1

ช่องทางติดต่อศูนย์ศัลยกรรม โรงพยาบาลนครธน


ทั้งนี้สามารถติดต่อสอบถามและนัดหมายบริการ ศูนย์หัวใจ โรงพยาบาลนครธน

เวลาทำการ ศูนย์หัวใจ

  • วันจันทร์-ศุกร์ : เวลา 08.00-20.00 น.
  • วันเสาร์-อาทิตย์ เวลา 08.00-16.00 น. (หลัง 16.00 น. เป็นต้นไป ติดต่อศูนย์อายุรกรรม)

สถานที่ตั้ง

  • ศูนย์หัวใจ : โรงพยาบาลนครธน ชั้น 1

ช่องทางการนัดหมายและสอบถามรายละเอียด

ปรึกษาเจ้าหน้าที่เบื้องต้นเกี่ยวกับการผ่าตัดกระเพาะ หรือจองคิวพบแพทย์เฉพาะทางเพื่อประเมินอาการได้ที่

> กลับสารบัญ



คำถามที่พบบ่อยเกี่ยวกับการผ่าตัดกระเพาะอาหาร (FAQs)

  • Q: หลังผ่าตัดกระเพาะอาหาร ต้องกินวิตามินเสริมหรือไม่ ?

    A: จำเป็นในหลายกรณี โดยเฉพาะการผ่าตัดที่มีผลต่อการดูดซึมสารอาหาร แพทย์มักแนะนำวิตามินและแร่ธาตุเสริม เช่น วิตามินบี 12 ธาตุเหล็ก แคลเซียม และวิตามินดี เพื่อป้องกันภาวะขาดสารอาหารในระยะยาว

  • Q: หลังผ่าตัดกระเพาะอาหาร จะกลับมาอ้วนอีกได้หรือไม่ ?

    A: มีโอกาส หากไม่ปรับพฤติกรรม เช่น รับประทานอาหารปริมาณมากหรือมีแคลอรีสูงอย่างต่อเนื่อง ดังนั้นการดูแลตนเองตามคำแนะนำแพทย์จึงเป็นสิ่งสำคัญ

  • Q: ผู้ที่เคยผ่าตัดกระเพาะอาหาร สามารถตั้งครรภ์ได้หรือไม่ ?

    A: สามารถตั้งครรภ์ได้ แต่ควรรอให้ร่างกายและน้ำหนักคงที่ก่อน โดยทั่วไปแนะนำให้เว้นระยะประมาณ 12-18 เดือน และควรอยู่ภายใต้การดูแลของแพทย์อย่างใกล้ชิด

  • Q: จำเป็นต้องพบแพทย์ติดตามผลบ่อยแค่ไหนหลังผ่าตัด ?

    A: จำเป็นต้องติดตามผลอย่างต่อเนื่อง โดยในช่วงแรกอาจนัดทุก 1-3 เดือน และหลังจากนั้นอาจเว้นระยะเป็นทุก 6-12 เดือน เพื่อตรวจสุขภาพ ประเมินโภชนาการ และปรับแผนการดูแลให้เหมาะสม

  • Q: หลังผ่าตัดกระเพาะอาหาร จะมีผลต่อการออกกำลังกายหรือไม่ ?

    A: สามารถออกกำลังกายได้ตามปกติเมื่อร่างกายฟื้นตัว โดยควรเริ่มจากกิจกรรมเบา ๆ และค่อย ๆ เพิ่มความเข้มข้น ซึ่งจะช่วยเสริมผลลัพธ์ในการลดน้ำหนักและรักษาสุขภาพโดยรวม

ปรึกษาทุกปัญหาสุขภาพแบบออนไลน์
ไม่เสียค่าใช้จ่าย


Share :

สินค้าในตระกร้าไม่ถูกต้องตามเงื่อนไข, กรุณาตรวจสอบจำนวน
จัดการตระกร้าสินค้า
ตกลง

เมื่อคลิก “อนุญาตคุกกี้ทั้งหมด” หมายความว่าผู้ใช้งานยอมรับที่จะเปิดการใช้งานคุกกี้เพื่อวัตถุประสงค์ต่าง ๆ ดังต่อไปนี้ เพื่อให้เว็บไซต์สามารถทำงานได้อย่างถูกต้องและเต็มประสิทธิภาพ เพื่อเปิดใช้คุณสมบัติของโซเชียลมีเดีย และเพื่อวิเคราะห์การเข้าใช้งานเพื่อนำข้อมูลไปใช้ในการทำการตลาดและการโฆษณา รวมถึงการแบ่งปันข้อมูลการใช้งานกับพาร์ทเนอร์โซเชียลมีเดีย